วันอังคารที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ว่าด้วยทฤษฎีเมือง (ภาค 3)

อัญชลิตา สุวรรณะชฎ[1]

ทฤษฎีความยุ่งเหยิงของเมือง (Urban Anomie Theory)

หลุยส์ ไวร์ท (Louis Wirth)[2] เขียนเกี่ยวกับความหนาแน่นของประชากรและชนชั้นทางสังคมในมุมมองผลกระทบของเมืองต่อพลเมือง โดยเฉพาะชาวเมืองที่อยู่กันหนาแน่นและใกล้ชิดกันภายใต้ผู้คนและสิ่งแวดล้อมรอบตัวมากมาย ทั้งสถานที่ต่างๆ เสียง และกลิ่น ที่ต้องประสบในแต่ละวัน นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงบุคลิกและอารมณ์ที่เย็นชา


มุมมองของไวร์ทเริ่มมาจากแนวคิดของ จอร์จ ซิมเมล (Georg Simmel) เรื่อง The Metropolis and Mental Life (1905) ซิมเมลสันนิษฐานว่า การใช้ชีวิตที่อึดอัดเกินไปในเมือง (สถานที่ต่างๆ เสียง และกลิ่น) ทำให้เกิดความเครียดในแต่ละคน นำไปสู่การปรับตัวโดยแยกตัวเองออกจากคนอื่นๆ ในเมือง และกลายเป็นเหตุผลที่ต้องคำนึงถึงในการใช้ชีวิต งานเขียน Urbanism as Way of Life (1938) ไวร์ทนำแนวคิดความสับสน (anomie) ของ อีมิล เดอร์กไคม์ (Emile Durkheim) มาปรับใช้กับรูปแบบเมือง โดยชี้ให้เห็นความแตกต่างทางสังคมที่เพิ่มขึ้นจากความหนาแน่นของประชากรและการแย่งงาน ชีวิตในเมืองมีความยุ่งเหยิงทางสังคมเพิ่มขึ้นและความเป็นส่วนตัวลดลง ความอึดอัดใจกับการใช้ชีวิตในเขตชนบท การใช้ชีวิตอย่างเสรีในเมืองมีผลต่อกลุ่มและปัจเจกชน อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผลลัพธ์ของวัฒนธรรมในสภาพแวดล้อมของเมืองสร้างความห่างเหินทางสังคมตามทฤษฎีของไวร์ท เขาสนับสนุนอิสรภาพในการเปิดเผยตนเองและความคิดสร้างสรรค์ เพราะการเปลี่ยนแปลงทางสังคมมาจากการพบปะของประชาชนในเมือง ไม่ใช่จากบรรทัดฐานทางสังคมที่ประชาชนเหล่านี้ต้องปฏิบัติตาม เราต้องแยกความยุ่งเหยิง ความเหงา และการฆ่าตัวตายออกจากอิสรภาพส่วนตัวที่จะแสดงตัวตน และความคิดสร้างสรรค์

ทฤษฎีวัฒนธรรมเมือง (Urban Culturalist Theory)

เฮอร์เบิร์ต แกนส์ (Herbert Gans) ไม่ได้ศึกษาเมืองโดยจำแนกประเภทตามวิวัฒนาการทางชนชั้นของผู้ที่อาศัยอยู่ในเมือง แต่แกนส์กล่าวถึงวิถีทางการดำเนินชีวิต (lifestyle) ที่ก่อตัวขึ้นโดยความเป็นเมือง แกนส์ได้รับอิทธิพลจาก โรเบิร์ต ปาร์ก และ เออร์เนส เบอร์เกส สำนักชิคาโก แกนส์เน้นศึกษาชีวิตในเมืองที่เกิดขึ้นในกลุ่มเล็กๆ ได้แก่ ครอบครัว เพื่อน และเพื่อนบ้าน ซึ่งกลุ่มเล็กๆ นี้อยู่ในถิ่นของชาวต่างประเทศภายในเมืองใหญ่ อย่างเช่น ลิตเติ้ลอิตาลีหรือไชน่าทาวน์ แกนส์ยืนยันว่าปัจจัยเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมเมือง ไม่ได้ส่งผลโดยตรงต่อกลุ่มหรือปัจเจกชน  เพียงแต่เป็นผลลบเล็กน้อยต่อการดำรงอยู่ของกลุ่มเล็กๆ ในเมือง (เช่น ลิตเติ้ลอิตาลี) ทฤษฎีพื้นที่ของแกนส์ต่อต้านการมองเมืองในด้านมืดแบบติดลบต่อกลุ่มเล็กๆ (Turley, Allan 2005: 10-11)
โฮเวิร์ด เบคเคอร์ (Howard Becker) ได้พัฒนาแนวคิดสำนักชิคาโกและแกนส์ ที่เสนอความซับซ้อนของชุมชนเมืองตามธรรมชาติในความหมายของ สังคมโลก (social world) กล่าวคือ ประสบการณ์โดยรวมและความสัมพันธ์ของถิ่นชาวต่างประเทศภายในเมืองใหญ่ เพื่อนบ้าน หรือ สภาพแวดล้อมการทำงาน ที่ทำให้ชาวเมืองใช้ชีวิตแตกต่างกันในสังคมโลก สู่การเคลื่อนไหวที่กลมกลืนกับเพื่อนบ้านทางสังคมโลก ถึงการทำงานในสังคมโลก และความเป็นครอบครัวในสังคมโลก อันนำไปสู่ผลผลิตทางวัฒนธรรม ยกตัวอย่างเช่น การพัฒนาเพลงคลาสสิกในทุกๆ เมืองในสหรัฐอเมริกา เมืองที่ปกครองตนเองโดยกลุ่มผู้ดีชั้นสูงเป็นผู้จัดการกองทุนภาษี (ท้องถิ่น รัฐ หรือสันนิบาต) เพื่อใช้จ่ายค่าอำนวยความสะดวก นักดนตรี และวงออเคสตราเพื่อแสดงดนตรีคลาสสิก ผู้ชม ทีมงาน และนักดนตรี เป็นผู้สร้างสรรค์สังคมโลกเพื่อผลิตวัฒนธรรมใหม่ รวมถึงสถาบันต่างๆ (วงซิมโฟนีหรือคณะโอเปรา) ผู้เชี่ยวชาญภาษาในการสื่อสาร (บทละครเรื่องมาดามบัตเตอร์ ฟลาย) เป็นบรรทัดฐานที่นำไปสู่สังคมโลก (การสวมใส่ชุดทักซิโดในการแสดง) สถาบันเหล่านี้ได้สร้างวัฒนธรรมเมือง (Turley, Allan 2005: 11)


หากย้อนกลับไปมอง เมือง ในทางรัฐศาสตร์ จอห์น มอลเลนคอมป์ (John Mollenkompf) ผู้เชี่ยวชาญวัฒนธรรมเมือง เชื่อว่านโยบายสนับสนุนการปกครองตนเองและโครงการจัดหาทุนต่างๆ เป็นพื้นฐานการเปลี่ยนแปลงของเมือง การออกแบบเมืองและการทำงานของเมืองเป็นการจัดการการปกครองตนเองทางวัฒนธรรมที่เหมาะสม รัฐบาลของสหพันธรัฐ กระทรวงที่อยู่อาศัยและการพัฒนาเมือง ได้เปลี่ยนเมืองโดยการออกแบบและโครงสร้างเมื่อ 50 ปีก่อน การเปลี่ยนเมืองใหม่ได้รับอนุมัติจากผู้นำเมืองในปี ค.ศ. 1950 นโยบายการบริหารกิจการภายในประเทศของประธานาธิบดีรูสเวลท์ ครอบคลุมถึงโครงการที่อยู่อาศัยจำนวนมาก จนอาจกล่าวได้ว่า เป็นการเริ่มต้นของกรุงวอชิงตันจากอิทธิพลความเป็นเมือง รัฐบาลเป็นผู้สร้างโครงการที่อยู่อาศัยเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1940 และออกแบบเพื่อผู้ไร้ที่อยู่อาศัยในปี ค.ศ. 1950 หลังยุคเศรษฐกิจตกต่ำ ในปี ค.ศ. 1960 ใช้เงินกองทุนเพื่อพัฒนาเมืองและที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยในอเมริกา ทำให้เมืองใหญ่ก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างขึ้น มีย่านธุรกิจหลักและตึกอาคารที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่ ที่น่าเศร้า คือ ในปี ค.ศ. 1960-1970 นักพัฒนาที่ดินผู้ร่ำรวยเข้ามาฟื้นฟูทรัพย์สินในย่านธุรกิจหลัก ทำกำไรจากการซื้อขายเปลี่ยนมืออาคารที่เก็บค่าเช่าเพียงเพื่อเป็นค่าภาษีที่ดิน ในขณะที่การก่อสร้างต่ำกว่ามาตรฐานและความหละหลวมในการกำหนดเวลาสำหรับที่อยู่อาศัยเพื่อคนจนในระยะยาว ทำให้จำนวนยูนิตที่พักอาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยลดลง
เอลิซา แอนเดอร์สัน (Elijah Anderson)[3] ได้ใช้วิธีการศึกษาทางมานุษยวิทยา อธิบายชีวิตและวัฒนธรรมที่แตกต่างกันในเรื่องโครงสร้างและปัญหาทางประวัติศาสตร์ ระหว่างพื้นที่แออัดที่คนกลุ่มน้อยในเมืองอาศัยอยู่กับชานเมือง แอนเดอร์สันอธิบายถึงชีวิตและโครงสร้างครอบครัว สิทธิ (decent) และ ถนน (street) สิทธิของครอบครัวชนชั้นกลางมีคุณค่าทางโครงสร้างวัฒนธรรมของสังคม และวัฒนธรรมครอบครัวข้างถนนกลับถูกปล่อยปละละเลย คุณค่าทางชนชั้นเป็นข้อเท็จจริงของชีวิตภายในเมืองที่ต้องยอมรับในระยะเวลาอันสั้น
การดูแลเอาใจใส่ กับ การแบ่งแยก วัฒนธรรมข้างถนน เป็นข้อถกเถียงของวัฒนธรรมอเมริกัน ที่ทำให้วัฒนธรรมอยู่ในภาวะชะงักงัน (dysfunction culture) วัฒนธรรมข้างถนนเป็นปฏิกิริยาต่อความยากจนมากกว่าเป็นการสร้างความยากจน ปฏิกิริยาต่อความยากจนภายในเมืองได้สร้างวัฒนธรรม ฮิบ-ฮอบ หรือวัฒนธรรมเพลงแร็บ ซึ่งเป็นผลผลิตของวัฒนธรรมข้างถนน รวมถึงบรรทัดฐานทางการใช้ภาษา (การใช้คำที่ไม่ถูกต้องตามไวยากรณ์ เช่น “dissin”) โครงสร้างมาตรฐาน (ความรุนแรงและการใช้ปืนเพื่อแก้ปัญหา) และแฟชั่น (ผ้าพันคอตามสีของแก็งค์ต่างๆ และการทิ้งรถยนตร์ราคาถูกไว้เป็นสัญลักษณ์ตามถนน)
วัฒนธรรมเมือง พลเมือง ธุรกิจ องค์กรทางสังคม องค์กรต่างๆ และการผลิตผลงานศิลปะ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกันดังกล่าวข้างต้น สิ่งเหล่านี้เป็นเสมือนรหัสของวัฒนธรรมเมืองใหญ่ที่ต้องการการถอดรหัส เพื่อทำความเข้าใจความหมายของวัฒนธรรมเมือง


[1] บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชาบัณฑิตสัมมนา (สห. 845) โครงการปริญญาเอกสหวิทยาการ วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภาคการศึกษาที่ 2/2552
[2] Wirth, Louis. (1938). Urbanism as a Way of Life, American Journal of Sociology Vol. 14, pp. 1-24.
[3] Anderson, Elijah. (1990). Streetwise: Race, Class and Change in the Urban Community. Chicago: University of Chicago Press.

ว่าด้วยทฤษฎีเมือง (ภาค 2)

อัญชลิตา สุวรรณะชฎ[1]


ทฤษฎีนิเวศวิทยาเมือง (Urban Ecology Theory)

ทฤษฎีนิเวศวิทยาเมือง เป็นแนวทางการวิเคราะห์เมืองแบบใหม่ของสำนักชิคาโก (Chicago School) ที่แตกต่างไปจากนักสังคมวิทยาชาวยุโรปอย่างมาร์กซและเวเบอร์ เริ่มต้นจากปี ค.ศ. 1920 ที่มหาวิทยาลัยชิคาโก โรเบิร์ต ปาร์ก (Robert Park) และ เออร์เนส เบอร์เกส (Ernest Burgess) ได้ศึกษาผลกระทบที่มีต่อการใช้ชีวิตของประชาชนจำนวนมากในเมือง ก่อนหน้านี้ปรากฏการณ์คนกลุ่มน้อยเป็นที่สนใจในวิชาสังคมศาสตร์อเมริกา เนื่องจากประชากรสหรัฐอเมริกา 80 เปอร์เซนต์และประชากรส่วนใหญ่ของโลกอาศัยอยู่นอกเมือง ซึ่งเป็นนัยสำคัญที่ชี้ให้คำนึงถึงวัฒนธรรม หรือเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ โดยเริ่มจากการศึกษารูปแบบสังคมในเมืองที่เกิดจากผู้ที่อยู่อาศัย กล่าวคือ รูปแบบวัฒนธรรมเมืองที่นักนิเวศวิทยาเมืองค้นพบ เป็นการปฏิบัติต่อๆ กันมาเป็นประจำตามความเคยชินของชาวบ้านธรรมดาๆ ทั้งกรรมกรผู้ใช้แรงงาน (blue-collar) และพนักงานสำนักงาน (white-collar) 
การศึกษาปรากฏการณ์วัฒนธรรมเมืองแบบดั้งเดิม เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยวิธีการสังเกต โดยยืนตามมุมถนนสังเกตคนทำงานที่ผ่านไปมาจากปกเสื้อ (ปกน้ำเงิน-ปกขาว) ป้ายชื่อ (ส่วนใหญ่ทำด้วยมือ) ระดับอาชีพ คือ ถ้าใส่เสื้อเชิ้ตสีขาว ปกเสื้อสีขาว ผูกเนคไท แสดงว่าเป็นระดับบริหาร ทำงานในอาคารสำนักงาน นั่นคือ การศึกษาปรากฏการณ์วัฒนธรรมเมืองของนักสังคมศาสตร์ ที่พบว่า เสื้อผ้าแสดงความเป็นเอกภาพของการจ้างงานในสภาพแวดล้อมเมือง เนื่องจากเสื้อผ้าแสดงถึงอาชีพ แม้ไม่ได้แบ่งแยกคนทำงานกับผู้จัดการ นอกจากนี้การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในเมืองเป็นมุมมองในเรื่องของแฟชั่น ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้คาดได้ว่า ผู้คนเหล่านั้นเป็นคนทำงานในย่านศูนย์กลางทางธุรกิจ ทำงานตามบ้าน ทำงานเกี่ยวกับการขนส่ง เป็นต้น
เบอร์เกส ได้สร้างโมเดลในการศึกษาสิ่งแวดล้อมเมือง โดยแบ่งเป็นโซนต่างๆ (Chicago’s Concentric Zones) เขาอธิบายถึงโซนที่เป็นช่วงรอยต่อระหว่างที่พักอาศัยกับกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ที่มาจากแดนไกล (Zone II) ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ความผิดปกติของวัฒนธรรม คือ เป็นโซนที่อยู่รอบนอกความเจริญของเมือง มีสถานอาบอบนวด ไนท์คลับ หรือบ่อนการพนันที่ให้บริการกับชาวเมือง โซนนี้เป็นสถานที่เที่ยวตามเมืองต่างๆ ของคนที่อยู่ชานเมือง
อามอส ฮาว์เลย์ (Amos Hawley)[2] ได้ขยายแนวทางการศึกษานิเวศวิทยาเมือง โดยการวิจัยเชิงปริมาณ ศึกษาเปรียบเทียบจำนวนการออกเอกสารสิทธิ์ในเมืองกับเขตชนบท เพื่อหาความหนาแน่นและผลลัพธ์ของปฏิกิริยาทางสังคมที่เพิ่มขึ้น ฮาว์เลย์พบข้อเท็จจริงทางวัฒนธรรมในเชิงลบของเมือง (Turley, Allan 2005: 8)
วอลเตอร์ ฟายเออร์ (Walter Firey)[3] ได้พัฒนาทฤษฎีนิเวศวิทยาเมืองในขณะที่ศึกษาที่    ฮาร์วาร์ด เขาศึกษาชุมชนชาวอิตาเลียนที่อยู่ตอนเหนือสุดของบอสตัน ซึ่งสำนักชิคาโกหมายเหตุไว้ว่า กลุ่มผู้อพยพที่เข้ามาอยู่ในเมืองระหว่างปี ค.ศ. 1880-1920 เป็นผู้อพยพชาวอิตาเลียนและชาวยิว ชาวอิตาเลียนพักอาศัยย่านถนนและอยู่ในถิ่นวัฒนธรรมที่มีชีวิตชีวา ใกล้ร้านอาหาร มีร้านค้าสำหรับสมาชิกชาวอิตาเลียนที่อพยพมาจากชานเมือง ชุมชนชาวอิตาเลียนอาจสูญเสียวัฒนธรรมดั้งเดิมที่สืบทอดกันมาจากการย้ายถิ่นฐานมาจากชานเมือง และการผสมกลมกลืนกับวัฒนธรรมแบบอังกฤษ (Anglo culture) แต่เพื่อนบ้านก็ยอมรับตัวตนที่แสดงออกมาของชุมชนชาวอิตาเลียน พวกเขาซื้ออพาร์ตเมนต์ในบอสตันตอนบน เพื่ออาศัยอยู่กับครอบครัวแทนการซื้อบ้านในชานเมือง ชุมชนชาติพันธุ์เช่นนี้ได้นิยามรูปแบบการตั้งรกรากที่ประสบความสำเร็จที่สามารถทำนายความต้อง การในการใช้ชีวิตในชานเมืองหรือการปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมตอนเหนือในที่สุด การดำรงวัฒนธรรมที่เป็นอัตลักษณ์ของพวกเขาถูกท้าทายด้วยสมมติฐานง่ายๆ จากการใช้ประโยชน์ในที่ดินตามรูปแบบนิเวศวิทยาเมือง
ฟายเออร์ พบว่า ที่ดินเป็นมูลค่าสัญลักษณ์ ซึ่งไม่เกี่ยวกับความเป็นชาติพันธุ์หรือกลุ่มวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในนิคมบอสตันและบริเวณศูนย์กลางธุรกิจหลักของเมืองแถวอนุสาวรีย์สงครามการปฏิวัติระหว่างอังกฤษกับอเมริกา ที่ดินถูกใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพเพราะเป็นเขตปกครองตนเอง มีโครงการที่อยู่อาศัย มีถนนผ่าน และธุรกิจต่างๆ แต่ความเป็นเมืองและวัฒนธรรมประจำชาติทำให้บริเวณเหล่านี้มีความหมายเกี่ยวข้องกับเชื้อชาติ การพัฒนาวัฒน ธรรมจากจุดเริ่มต้นดังกล่าว ฟายเออร์เห็นว่า กระบวนทัศน์ทางนิเวศวิทยาเมือง ชี้ให้เห็นถึงพื้นที่ (space) ที่ไม่ได้สร้างสรรค์เฉพาะวัฒนธรรม แต่มีความหมายต่อการผลิตวัฒนธรรมด้วย (Turley, Allan 2005: 8)
ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้ทางสังคมวิทยา จะเริ่มต้นด้วยการวิพากษ์นักทฤษฎีสำนักมาร์กซิสต์ ด้วยข้อถกเถียงเรื่องกระบวนทัศน์ว่าด้วยเมืองที่เกี่ยวกับเชื้อชาติ/ชาติพันธุ์ แต่วิธีการวิเคราะห์แบบนิเวศวิทยาเมือง เช่น โรเบิร์ต ปาร์ก (Robert Park) เออร์เนส เบอร์เกส (Ernest Burgess) อามอส ฮาว์เลย์ (Amos Hawley) และ วอลเตอร์ ฟายเออร์ (Walter Firey) ก็ยังยืนอยู่บนมุมมองของคนขาวที่ได้เปรียบทางโครงสร้างอำนาจในเมือง อย่างไรก็ตาม ยังมีทฤษฎีความยุ่งเหยิงของเมืองที่ให้ความกระจ่างต่อเมืองได้มากกว่าความสามารถของนักนิเวศวิทยาเมือง

(โปรดติดตามต่อ ภาค 3)


[1] บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชาบัณฑิตสัมมนา (สห. 845) โครงการปริญญาเอกสหวิทยาการ วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภาคการศึกษาที่ 2/2552
[2] Hawley, Amos. (1971). Urban Society. New York: Ronald Press.
[3] Firey, Walter. (1945). Sentiment and Symbolism as Ecological Variable, American Sociological Review. pp. 140-148

วันศุกร์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ว่าด้วยทฤษฎีเมือง (ภาค 1)

อัญชลิตา สุวรรณะชฎ[1]

                ปัจจุบันการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมของเมืองใหญ่หรือมหานครเป็นเรื่องสำคัญ และเป็นประเด็นข้อถกเถียงทางทฤษฎีระหว่างผู้เชี่ยวชาญด้านวางผังเมืองกับผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมเมืองในตะวันตกอย่างกว้างขวาง ทั้งในยุโรปและสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะปัญหาการจัดการเรื่องที่อยู่อาศัยของคนกลุ่มน้อยที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรม ที่ย้ายถิ่นฐานเข้ามาตั้งรกรากอยู่ในเมืองใหญ่หรือมหานครต่างๆ ในสหรัฐอเมริกามีปัญหาที่อยู่อาศัยของคนกลุ่มน้อยในเมืองใหญ่ต่างๆ ทั้งในนิวยอร์ก ลอสแองเจลิส นิวออลีน หลุยเซียน่า ซีแอตเติล และวอชิงตัน
การศึกษาผ่านกรอบคิดทฤษฎีเมือง (Urban Theory) มี 4 แนวทางหลัก ได้แก่ ทฤษฎีความขัดแย้งของเมือง (Urban Conflict Theory) ทฤษฎีนิเวศวิทยาเมือง (Urban Ecology Theory) ทฤษฎีความยุ่งเหยิงของเมือง (Urban Anomie Theory) และทฤษฎีวัฒนธรรมเมือง (Urban Culturalist Theory) ดังต่อไปนี้

ทฤษฎีความขัดแย้งของเมือง (Urban Conflict Theory)

ทฤษฎีความขัดแย้งของเมือง เป็นทฤษฎีที่มีพื้นฐานสำคัญมาจากแนวคิดของเฟรดเดอริก เองเกลส์ (Friedrich Engels) และ คาร์ล มาร์กซ (Karl Marx) ในเรื่องอำนาจที่ไม่ได้สัดส่วนกัน (disproportionate power) ทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างชนชั้นในสังคม (ชนชั้นแรงงาน ชนชั้นกลาง และชนชั้นสูง) ชนชั้นแรงงานรู้สึกว่าการทำงานของพวกเขาทำให้เกิดความมั่งคั่งแก่ชนชั้นสูง แต่ชนชั้นสูงกลับเป็นผู้ควบคุมสังคมและมีอำนาจทางการเมือง ชนชั้นแรงงานจึงกลายเป็นผู้ถูกกดขี่ทางสังคม
เองเกลส์[2] ได้อธิบายโดยยกตัวอย่างสลัมต่างๆ (slums) ในเมืองใหญ่ของอังกฤษ คือ เมืองแมนเชสเตอร์และกรุงลอนดอน เขากล่าวว่า เมืองแมนเชสเตอร์และกรุงลอนดอนเป็นเมืองใหญ่ที่ต่ำช้า คนในชนบทรอบๆ กรุงลอนดอนราวกับถูกโยนออกไปจากที่ดินของเขา ในปี ค.ศ. 1840 พวกเขาได้รับค่าจ้างแรงงานในภาคอุตสาหกรรมที่ต่ำมาก เมื่อเปรียบเทียบกับความมั่งคั่งของชนชั้นผู้ดีตระกูลสูงและชนชั้นนายทุนที่อาศัยอยู่ในเมืองแมนเชสเตอร์ สิ่งเหล่านี้เป็นเงื่อนไขที่ทำให้เกิดความเกลียดชังของชนชั้นแรงงาน พวกเขามีที่พักอาศัยเป็นเพียงห้องเล็กๆ ในอพาร์ตเมนต์ที่มีเพียง 2-3 แห่ง ห้องพักเล็กๆ คับแคบยิ่งกว่าตู้เสื้อผ้า ราวกับอยู่ในกระท่อมไม้เล็กๆ ที่สร้างด้วยไม้กระดานปูเดินข้ามบ่อโคลน ไม่มีทางเท้าริมถนน ไม่มีน้ำประปา ไม่มีการจัดการขยะ ไม่มีท่อระบายน้ำ ไม่มีน้ำมันเชื้อเพลิงหรือกระแสไฟฟ้าเพื่อให้แสงสว่าง และไม่มีเครื่องทำความร้อน มีเพียงเตาถ่านเล็กๆ ที่ให้ความอบอุ่น ซึ่งหลายครั้งก่อให้เกิดไฟไหม้และทำลายชีวิตผู้คนทั้งหมดที่อาศัยอยู่ในอาคาร คำอธิบายของเองเกลส์ทำให้เห็นภาพได้อย่างชัดเจนว่า ฟังก์ชั่นของเมืองไม่เพียงแต่ทำหน้าที่ราวกับเป็นโกดังเก็บแรงงานราคาถูก แต่มันยังมีความแตกต่างกันราวฟ้ากับดินในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น ทั้งระบบขนส่งและสาธารณูปโภค แม้แต่การควบคุมรักษาความสงบเรียบร้อย  ทางเท้า สวนส่วนตัว อสังหาริมทรัพย์ และสวนสาธารณะของคนรวย กับความสกปรกของบ้านของคนจน ห้องเช่า สลัม และร้านเหล้าเล็กๆ สำหรับชนชั้นแรงงาน เองเกลส์แสดงให้เห็นถึง เมือง บนเวทีความขัดแย้งของชนชั้นเกี่ยวกับเรื่องเล็กๆ ตามแนวทางการวิเคราะห์แบบมาร์กซ์ กล่าวคือ สภาพแวดล้อมของเมืองเกิดขึ้นบนเวทีความขัดแย้งของชนชั้นเกี่ยวกับเรื่องเล็กๆ ที่เป็นคุณลักษณะเฉพาะของเมือง การปฏิวัติของคนงานที่อยู่อย่างหนาแน่นในเมืองก็เพื่อช่วยให้รอดชีวิต การเขียนถึงเมืองแบบนักหนังสือพิมพ์ของเองเกลส์ได้เปลี่ยนมุมมองเมืองในสหรัฐอเมริกาใหม่ (Turley, Allan 2005: 2-3)
หนังสือ How the Other Half Lives (1890) ของ จาคอบ ริส์ (Jacob Riis) ผู้บุกเบิกการสืบสวนแบบนักหนังสือพิมพ์และวิพากษ์สังคม คำบรรยายพร้อมภาพถ่ายในหนังสือเล่มนี้ เป็นที่มาของการศึกษาวัฒนธรรมเมืองแบบใหม่ ริส์สำรวจเมืองอย่างถี่ถ้วนด้วยวิธีการแบบนักหนังสือพิมพ์โดยเข้าไปในสถานที่ที่มืดที่สุดของเมืองและเป็นสถานที่อยู่อาศัยของชนชั้นที่ต่ำที่สุดของเมือง ริส์ไม่ได้สนับสนุนการปฏิวัติแบบมาร์กซ แต่ใช้การวิเคราะห์ชนชั้นตามแบบมาร์กซ เขากล่าวว่า สภาพความเป็นจริงของเมือง คือ ชนชั้นที่ต่ำที่สุดมีชีวิตอย่างน่าเวทนา ซึ่งมันไม่ใช่เป็นความผิดของพวกเขา ในขณะที่ทฤษฎีทางสังคมศาสตร์ไม่เคยกล่าวถึงเงื่อนไขทางสังคมที่ไม่เท่าเทียมกันซึ่งทำให้เกิดความแตกต่างของชนชั้นทางสังคมอย่างที่เองเกลส์เสนอเรื่องชนชั้นแรงงานในเมือง (Riis, Jacob 1890)
แม็กซ์ เวเบอร์[3] เป็นอีกคนหนึ่งที่ได้รับอิทธิพลจากงานของเองเกลส์และมาร์กซ แต่ไม่ได้ใช้วิธีการที่รุนแรงแบบมาร์กซิสต์ชาวยุโรป เขาวิเคราะห์เมืองโดยวิธีการเชื่อมโยง เมือง กับลักษณะพิเศษของเมือง 4 ประการ ดังนี้
1.     ความสัมพันธ์ต่างๆ ทางเศรษฐกิจเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในเมือง ลักษณะของชาวเมืองมีพื้นฐานการดำรงชีพด้วยการดำเนินธุรกิจค้าขาย ในขณะที่เขตชนบทการเพาะปลูกพืชพันธุ์ธัญญา หารสามารถค้ำจุนความเป็นอยู่ได้
2.     เมืองต่างๆ เกี่ยวข้องกับสถาบันทางสังคมขนาดใหญ่ที่ส่งผลต่อสภาพแวดล้อมของเมือง สถาบันทางสังคมขนาดใหญ่เหล่านี้ ได้แก่ รัฐบาลและระบบเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เป็นสิ่งที่กำหนดรูปแบบและมีอิทธิพลต่อเมือง
3.     เครือข่ายทางสังคมและกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับเมือง รวมถึงรูปแบบความสัมพันธ์ของชีวิตในเมืองที่แตกต่างกัน สามารถช่วยให้วัฒนธรรมดำเนินต่อไป
4.     เมืองที่มีการปกครองตนเองและมีรายได้ที่เพียงพอเลี้ยงตัวเอง โดยอาศัยกฎหมาย การเมือง และการทหาร ชาวเมืองจะพัฒนาความซื่อสัตย์และความจงรักภักดีต่อเมือง
ปัจจัยสำคัญของเมืองตามรูปแบบการวิเคราะห์ดังกล่าว รวมทั้งแนวคิดวิเคราะห์เรื่องชนชั้นและสถานะของเวเบอร์ ที่เรียกว่า โอกาสของชีวิต (life chances) ซึ่งเกี่ยวพันกับเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และตัวแปรทางการศึกษาเมือง อาจเป็นองค์ประกอบหนึ่งของโอกาสชีวิตของปัจเจกชน แต่เวเบอร์ไม่ได้ให้ความสนใจเป็นอันดับแรก เขามุ่งมั่นที่จะพัฒนาวิธีการศึกษาเมือง (Turley, Allan 2005: 3-4)
จากแนวคิดของเองเกลส์และมาร์กซ ทฤษฎีความขัดแย้งของเมืองได้พัฒนาต่อมาโดย จอห์น โลแกน (John Logan) ฮาร์เวย์ โมโลต์ช (Harvey Molotch) และ มานูเอล คาสเทลส์ (Manuel Castells) ดังนี้
ในปี ค.ศ. 1987 จอห์น โลแกน (John Logan) และฮาร์เวย์ โมโลต์ช (Harvey Molotch)[4] ใช้ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์การเมือง (political economy theory) วิเคราะห์การใช้ที่ดินในเมืองตามทฤษฎีของมาร์กซ โดยนัยยะที่อำนาจทางการเมืองเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจเสมอ โลแกนและโมโลต์ช พบว่า ที่ดินไม่ได้ถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างที่คิด ที่ดินถูกใช้เพื่อผลประโยชน์ของผู้ดีชั้นสูง เพราะในเมืองผู้ดีชั้นสูงที่ร่ำรวยมีอำนาจทางการเมืองมากกว่าพลเมืองกลุ่มอื่นๆ ที่ดินถูกซื้อขายโดยการปั่นราคาจากผู้ทำธุรกิจที่ดินที่ร่ำรวยและเจ้าหน้าที่รัฐผู้มีอำนาจที่หิวกระจาย ซึ่งมันไม่ใช่เหตุผลที่ดีที่สุดในการใช้ที่ดิน แต่เพื่อผลกำไรทางเศรษฐกิจอย่างสมบูรณ์แบบ
โลแกนและโมโลต์ช พบว่า การใช้ที่ดินในเมือง แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
1.     บนพื้นฐานของการแลกเปลี่ยนมูลค่าของที่ดิน
2.     บนพื้นฐานของการใช้มูลค่าของที่ดินในเมือง
มูลค่าการแลกเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อผู้ดีชั้นสูงทำประโยชน์บนที่ดินในเมือง หรือตกลงใจไม่ใช้ประโยชน์ที่ดินบนพื้นฐานมูลค่าการแลกเปลี่ยนในทางเศรษฐศาสตร์ ยกตัวอย่างเช่น การครอบ ครองที่ดินแปลงหนึ่งในย่านธุรกิจหลักของเมือง (downtown) และปฏิเสธที่จะพัฒนาที่ดินหรือการก่อสร้างอาคารใดๆ บนที่ดินเพื่อช่วยให้ที่ดินในบริเวณรอบๆ มีมูลค่าเพิ่มขึ้น และไม่ขายที่ดินแปลงนั้นเพื่อให้เกิดมูลค่าการแลกเปลี่ยน มูลค่าจากการใช้ที่ดินเพื่อการปลูกสร้างที่อยู่อาศัย โครงสร้างพื้นฐาน ระบบสาธารณูปโภค หรือการศึกษา การปั่นราคาที่ดินในเมืองส่งผลกระทบต่อวัฒนธรรมเมือง ไม่เพียงแต่นำไปสู่การขาดแคลนโรงเรียนและการรู้หนังสือ แต่ยังส่งผลต่อการมีโรงพยาบาลไม่เพียงพอและการเจ็บไข้ได้ป่วยของประชากรในเมืองเป็นอย่างมาก ตลอดจนการขาดแคลนที่อยู่อาศัยที่มีราคาเหมาะสมที่ประชากรมีเงินพอที่จะจ่ายได้ ทำให้เกิดสลัมและการแบ่งแยกชนชั้นในวัฒนธรรมเมือง การผลิตวัฒนธรรมเมืองก็เช่นเดียวกับการผลิตประเภทอื่นๆ ที่ต้องอาศัยพื้นที่ (space) เพื่อการผลิต และถ้าไม่มีพื้นที่สำหรับการผลิตวัฒนธรรม อันเนื่องมาจากมูลค่าการแลกเปลี่ยน เมื่อนั้นวัฒนธรรมก็จะถูกจำกัด
การกล่าวถึง เมืองใหญ่ (urban) ตามขนบมาร์กซิสต์แบบดั้งเดิม จะบรรยายเกี่ยวกับเมืองใหญ่ทั้งเมืองโดยเปรียบเทียบกับประเทศอาณานิคม แต่อาณานิคมแบบใหม่การใช้อิทธิพลทางการเมืองและเศรษฐกิจเพื่อควบคุมและมีอำนาจเหนือรัฐ คือ การตั้งรกรากภายในเมืองโดยชนชั้นกลางและการใช้เมืองเป็นศูนย์กลางธุรกิจของพลเมืองที่มั่งคั่งที่ส่งผลสะท้อนต่อรัฐบาล แต่ขณะ เดียวกันชนชั้นกลางและพลเมืองที่มั่งคั่งก็หนีไปใช้ชีวิตอยู่ชานเมือง โดยนำรายได้และเงินที่จะใช้จ่ายเกี่ยวกับที่อยู่อาศัยไปสู่ชานเมืองด้วย ซึ่งเป็นผลมาจากข้อจำกัดทางภาษีในเมือง พวกเขาไม่ต้องการจ่ายค่าบริการหรือภาษีในเมืองที่แพง ได้แก่ ค่าจัดหาตำรวจเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ประปา ถนน และอำนาจในเมือง ทั้งยังเป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มความต้องการอย่างสูงในการลดหย่อนภาษีสำหรับธุรกิจของพวกเขา และการสร้างทางหลวงสู่ชานเมือง ถ้าเช่นนั้น ใครคือผู้จ่ายภาษีให้เมือง? นั่นก็คือ คนจนที่อยู่ในเมือง นักทฤษฎีกลุ่มนี้ต้องการชี้ให้เห็นว่า ความไม่เท่าเทียมของคนกลุ่มน้อยจำนวนมากเป็นสิ่งที่สืบทอดมาเช่นเดียวกับในอดีตเหมือนชาวอาณานิคม ประชากรในเมืองที่เป็นคนกลุ่มน้อยที่ตั้งรกรากอยู่ในเมือง  เป็นผู้ที่ต้องแบกรับภาระภาษีจากการประกอบอาชีพแทนชนชั้นกลางและพลเมืองที่มั่งคั่งเหล่านั้น (Turley, Allan 2005: 15-16)
วิลเลียม จูเลียส วิลสัน (William Julius Wilson) เป็นอีกคนหนึ่งที่อธิบายถึงคนกลุ่มน้อยที่อยู่ในเมืองแบบมาร์กซิสต์ ในหนังสือ The Declining Significance of Race (1978) วิลสันอธิบายถึงสภาพที่น่าสงสารของชาวแอฟริกันอเมริกันที่อยู่ในเมือง เขาได้สร้างข้อถกเถียงเกี่ยวกับเชื้อชาติที่ยึดถือตามจารีต และการกล่าวหาว่าชาวแอฟริกันอเมริกันเป็นคนไม่ดี วิลสันกล่าวว่า เชื้อชาติไม่ใช่สาระสำคัญในสังคมอีกต่อไป นักเสรีนิยมเรียกร้องให้หันกลับมาตระหนักถึงสิทธิพลเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องชนชั้นมากกว่าเรื่องความเท่าเทียมของสิทธิทางการเมือง
ในสหรัฐอเมริกาการเหยียดผิวสืบเนื่องมาจากระบบทาสในอดีตตั้งแต่สงครามกลางเมืองที่มีผลต่อความรู้สึกของสถาบันทั้งหลายของประเทศ การเหยียดผิวเป็นเรื่องของระบบจ่ายค่าแรงสองเท่า (two-tiered wage system) ที่เกิดจากการพัฒนาอุตสาหกรรมในภาคเหนือของสหรัฐอเมริกาในช่วงทศวรรษ 1900 ทาสในยุคแรกมาจากเมืองทางตอนเหนือถูกส่งไปทำงานเกษตรกรรมทางตอนใต้ในช่วงการปฏิวัติอุตสาหกรรม โดยคนงานผิวดำถูกกดขี่ค่าแรงที่จ่ายให้น้อยกว่าคนงานผิวขาวในโรงงานอุตสาหกรรมถึง 2 เท่า ทำให้เกิดทัศนะการเหยียดผิว โดยคนงานผิวขาวในภาคเหนือเกลียดชังคนงานผิวดำ ช่วงปลายทศวรรษ 1960 ถึงต้นทศวรรษ 1970 (หลังการผ่านร่างกฎหมายว่าด้วยสิทธิมนุษยชน) วิลสันเห็นว่า ทัศนะดังกล่าวเป็นเงื่อนไขที่ทำให้ชาวแอฟริกันอเมริกันในสังคมปัจจุบันถูกกดดันให้อยู่ในย่านชุมชนที่มีความตกต่ำทางเศรษฐกิจ ความไม่เป็นธรรมของค่าแรงกดมูลค่าของที่ดินในย่านชุมชนชาวแอฟริกันอเมริกัน ทำให้ขาดแคลนโรงเรียน ซึ่งทำให้ชุมชนชาวแอฟริกันอเมริกันยิ่งเลวร้ายลง คนในชุมชนไร้การศึกษา ขาดอาชีพช่างฝีมือที่จำเป็นสำหรับเศรษฐกิจเมืองในยุคหลังอุตสาหกรรม (postindustrial) วิลสันเห็นว่า เชื้อชาติและชนชั้น เป็นสมมมติฐานเริ่มต้นของการเกิดวัฒนธรรมเมือง จากการเรียกร้องของกลุ่มคนที่ต้องช่วยเหลือตนเองให้รอดพ้นจากความยากจนและการขาดแคนสิ่งที่จำเป็น
มานูเอล คาสเทลส์ (Manuel Castells) ใช้การวิเคราะห์แบบมาร์กซิสต์ ศึกษาอิทธิพลของการจัดการท้องถิ่นตามแนวทางการพัฒนาเมือง ในหนังสือ The City and the Grassroots Movement (1983) คาสเทลส์ศึกษากิจกรรมการเคลื่อนไหวจากการรวมตัวของคนรากหญ้าในท้องถิ่นรอบๆ ชุมชน (ย่านโรงงานที่พวกเขาทำงาน) ในเชิงประวัติศาสตร์ เขาพบว่า การรวมตัวเคลื่อนไหวของคนรากหญ้าในท้องถิ่น (local grassroots movements) ประสบความสำเร็จในการเรียกร้องบริการสาธารณูปโภคต่างๆ เช่น ประปา การศึกษา ที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นการต่อรองกับอำนาจรัฐบาลในการจัดบริการเหล่านี้ให้กับพวกเขา แสดงให้เห็นถึงการเคลื่อนไหวของคนรากหญ้าที่ส่งผลต่อการจัดบริการของเมืองที่พวกเขาคาดหวัง ได้แก่ โรงเรียนสำหรับเด็กๆ น้ำประปา การจัดการสิ่งปฏิกูล ท่อระบายน้ำ การรักษาความสงบเรียบร้อยโดยตำรวจ การป้องกันน้ำท่วม และถนนที่โอ่อ่ากว้างขวาง ตลอดจนการได้รับการปฏิบัติในฐานะพลเมืองของเมือง สิ่งเหล่านี้มีอิทธิพลต่อการจัดการเมืองสมัยใหม่ที่เราไม่สามารถประเมินได้ว่าครั้งหนึ่งเมื่อร้อยกว่าปีก่อนฟังก์ชั่นของเมืองที่เกี่ยว กับบริการเหล่านี้ถูกมองว่าเป็นสิ่งฟุ่มเฟือย
งานสำคัญอีกชิ้นหนึ่งของคาสเทลส์เรื่อง The Informational City (1989) อธิบายโดยเน้นถึงยุคหลังอุตสาหกรรมและการปรับเปลี่ยนของเมืองตามกระแสสังคมโลก ทางด้านสังคม เศรษฐกิจ และองค์ประกอบต่างๆ เขากล่าวถึงการปฏิวัติการผลิตแบบใหม่ เช่นเดียวกับการปฏิวัติเกษตรกรรมหรือการปฏิวัติอุตสาหกรรม สังคมอันประกอบด้วย ปฏิสัมพันธ์ทางสังคม เมือง และศาสนา ถูกปรับเปลี่ยนโดยการพัฒนาแบบใหม่ตามระบอบเศรษฐกิจทุนนิยมที่เปลี่ยนโครงสร้างแบบก้าวหน้า เมือง ถูกปรับเปลี่ยนตามกระแสสังคมโลกโดยสิ้นเชิง ไม่เพียงแต่ความเป็นไปได้ของประชาชนในเมืองที่ต้องการจะประกอบอาชีพในท้องถิ่น ในอดีต เมือง เป็น สถานที่ (place) ผลิตวัฒนธรรม อัตลักษณ์ทางสังคม เป็นศูนย์กลางการค้าขาย แตกต่างจากปัจจุบันที่เมืองทำหน้าที่เป็น พื้นที่ (space) สำหรับเทคโนโลยีและรถยนต์ ไม่มีพื้นที่สำหรับการเพาะปลูก ยกตัวอย่างเช่น ในทางกายภาพอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ มีโรงงานผลิตตั้งอยู่ในมาเลเซียเพราะมีค่าจ้างแรงงานต่ำ แต่การเก็บรักษาข้อมูลการออกแบบอยู่ในลอสแองเจลิส และงานธุรการของบริษัทอยู่ในเดนเวอร์ ทำให้เกิดธุรกิจยานยนต์ขนาดใหญ่ แต่ไม่มีวัฒนธรรมความภักดีต่อเมืองทั้งในลอสแองเจลิสและเดนเวอร์ พื้นที่อุตสาหกรรมที่หนาแน่นทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายเมืองออกไป เมืองของโลกตะวันตกได้เปรียบจากข้อดีของค่าจ้างแรงงานต่ำในโลกตะวันออก และธรรมชาติการเลื่อนไหลของพื้นที่ข้อมูลข่าวสาร
นักวิชาการแนวมาร์กซิสต์ที่สำคัญอีกคนหนึ่ง คือ ปีเตอร์ วาร์ด (Peter Ward) ได้วิเคราะห์เมืองแม็กซิโกซิตี้ในหลายระดับ ในหนังสือ Mexico City (1998) เริ่มจากความเชื่อมโยงระหว่างสภาพแวดล้อมเมืองกับวัฒนธรรม วาร์ด อธิบายถึง การเมือง โครงสร้างของเมือง วิถีชีวิตชุมชน และความพึงพอใจทางเศรษฐกิจของแม็กซิโกซิตี้ ซึ่งวัฒนธรรมของแม็กซิโกซิตี้ปรากฏให้เห็นทางสถาปัตยกรรมในย่านธุรกิจสำคัญของเมืองที่ยังคงรูปแบบอาคารสมัยอาณานิคม ย่านคนจนที่ขาดแคลนบริการสาธารณูปโภคของเมือง น้ำ และสิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ ไปจนถึงที่พักอาศัยที่ทันสมัยที่สุด ตลอดจนการโฆษณาว่า แม็กซิโกเป็นประตูสู่อุตสาหกรรมและการลงทุนของประเทศโลกที่หนึ่ง วัฒนธรรมที่เกี่ยวกับการออกแบบก่อสร้างอาคารมีอิทธิพลต่อสังคมผู้ที่อยู่อาศัยในแม็กซิโกซิตี้ อาคารแบบโคโลเนียลให้ความรู้สึกราวกับย้อนยุคไปสู่โลกสมัยอาณานิคม ความนิยมต่อสถาปัตยกรรมรูปแบบโคโลเนียลมีอิทธิพลต่อผลประโยชน์ทางการค้าหรือพื้นที่อุตสาหกรรม ทำให้การออกแบบก่อสร้างอาคารที่พักมีเฉลียงและห้องโถงกลางได้รับการอุดหนุนจากผู้อยู่อาศัย ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในสหรัฐอเมริกาที่ผู้คนอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์อย่างสันโดษและเป็นส่วนตัว สถาปัตยกรรมของเมืองเปิดประตูสู่เพื่อนบ้าน ขณะเดียวกันก็เป็นเส้นแบ่งชนชั้นในแม็กซิโกซิตี้ การขาดชนชั้นกลางที่เชื่อมโยง ทำให้เห็นความยุ่งเหยิงของคนรวย สถาปัตยกรรมสมัยใหม่ของผู้มั่งคั่งในแม็กซิโกซิตี้ได้เข้ามาแทนที่อาคารสมัยโคโลเนียล

(โปรดติดตามต่อ ภาค 2)


[1] บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชาบัณฑิตสัมมนา (สห. 845) โครงการปริญญาเอกสหวิทยาการ วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภาคการศึกษาที่ 2/2552
[2] Engels, Friedrich. (1958). The Condition of the Working Class in England. Trans. W.O. Henderson and W.H. Chaloner. New York: MacMillan.
[3] Weber, Max. (1921). The City. New York: Free New York Press (1966).
[4] Logan, John and Harvey, Molotch. (1987). Urban Fortunes: The Political Economy of Place. Berkeley: University of California Press.

วันพุธที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

นิทาน..นิทาน

อัญชลิตา สุวรรณะชฎ

นิทาน หรือ fable or tale ในภาษาอังกฤษ เป็นวรรณกรรมที่เก่าแก่ที่สุด อาจเป็นการเขียนจากจินตนาการก็ได้ ส่วนคำว่า นิทาน ในภาษาบาลี (อรรถกถาพระไตรปิฎก) จะหมายถึงเรื่องที่เคยมีอยู่จริงเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องแต่งขึ้นแต่ประการใด เป็นการกล่าวถึงเรื่องต้นเหตุย้อนหลังไปนานมาก จนบางอย่างที่เคยมีในยุคนั้นๆ ไม่ปรากฏให้คนในยุคนี้ได้พบเห็นอีกแล้ว
ถ้าอธิบายด้วยแนวคิดหลังสมัยใหม่ว่า นิทาน เป็น นิทานซึ่งบางครั้งไม่สามารถสืบทราบตัวผู้ประพันธ์ได้ ไม่ใช่งานเขียนที่ปกติจัดว่าเป็นวรรณกรรม ซึ่งล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นจากการสร้าง วาทกรรม” (discourse) จึงเป็นเพียง เรื่องเล่า” (narrative) เรื่องหนึ่งเท่านั้น ไม่มีอะไรเป็นความจริงแท้แน่นอน

นิทานสองเรื่องเกี่ยวกับอูฐ ตัวเลข และอื่นๆ[1] จากหนังสือ Conflict Transformation by Peaceful Means (the Transcend Method) [2] ของ Johan Galtung[3]


นิทานเรื่องที่ 1 กาลครั้งหนึ่งผู้รู้ทางศาสนาอิสลามขี่อูฐตัวหนึ่งเพื่อเดินทางไปเมกกะ เมื่อมาถึงโอเอซิสแห่งหนึ่ง ท่านเห็นชายสามคนยืนร้องไห้อยู่ที่นั่น ท่านจึงหยุดอูฐแล้วถามว่า ลูกๆ ของฉัน เกิดอะไรขึ้นหรือ?” ชายทั้งสามตอบว่า บิดาของพวกเราเพิ่งจะเสีย และเราก็รักท่านมากเหลือเกิน” “แต่ว่าท่านผู้รู้กล่าว ฉันแน่ใจว่าท่านก็รักพวกเธอเช่นกันและไม่ต้องสงสัยเลยว่าท่านได้ทิ้งบางสิ่งบางอย่างไว้ให้พวกเธอไม่ใช่หรือ?”
ชายทั้งสามคนตอบว่า ใช่แล้ว ท่านทิ้งไว้จริงๆ ท่านทิ้งอูฐไว้ฝูงหนึ่ง และในพินัยกรรมระบุไว้ว่าอูฐ 1/2 เป็นของลูกชายคนโต 1/3 เป็นของคนกลาง และ 1/9 เป็นของคนเล็ก พวกเรารักอูฐ และตกลงแบ่งกัน แต่ว่ามีปัญหาอยู่ข้อหนึ่ง คือ บิดาทิ้งอูฐไว้ 17 ตัว และเราเคยเรียนมาจากโรงเรียนว่า 17 เป็นจำนวนเฉพาะ เจ้าอูฐที่น่ารัก เราไม่อาจแบ่งพวกมันได้
ท่านผู้รู้คิดอยู่สักครู่หนึ่งแล้วพูดขึ้นว่า ฉันจะยกอูฐของฉันให้ พวกเธอก็จะมีอูฐ 18 ตัวแต่พวกเขาร้องว่า ไม่ ท่านทำเช่นนั้นไม่ได้ ท่านกำลังไปปฏิบัติกิจธุระที่สำคัญท่านผู้รู้ขัดขึ้นว่า ลูกๆ จงเอาอูฐไปเถิด เอาไปเลย
ดังนั้นพวกเขาจึงเอา 2 หาร 18 ลูกชายคนโตจึงได้ไป 9 ตัว จากนั้นเอา 3 หาร 18 ลูกชายคนกลางจึงได้ไป 6 ตัว แล้วก็เอา 18 หารด้วย 9 ลูกชายคนเล็กได้ไป 2 ตัว รวมทั้งหมดได้ 9+6+2 = 17 ตัว เหลืออูฐยืนอยู่ตัวเดียวซึ่งเป็นอูฐของท่านผู้รู้ ท่านผู้รู้กล่าวว่า พวกเธอพอใจไหม ถ้างั้นฉันขออูฐคืนได้ไหม?”
ชายทั้งสามรู้สึกขอบคุณอย่างสุดซึ้ง และกล่าวตอบว่าแน่นอน โดยที่ไม่ค่อยเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ท่านผู้รู้อวยพรให้พวกเขาและขึ้นขี่อูฐ สิ่งสุดท้ายที่ชายทั้งสามเห็นก็คือละอองฝุ่นกลุ่มเล็กๆ ร่วงหล่นอย่างรวดเร็วท่ามกลางแสงสุดท้ายอันเรืองรอง
นิทานเรื่องที่ 2 กาลครั้งหนึ่งมีทนายคนหนึ่งกำลังขับรถแสนสวยผ่านทะเลทราย เมื่อผ่านโอเอซิสแห่งหนึ่งเขาเห็นผู้ชายสามคนยืนร้องไห้อยู่ ดังนั้นเขาจึงหยุดรถและถามว่า เกิดอะไรขึ้น?” ชายทั้งสามตอบว่า บิดาของพวกเราเพิ่งจะเสีย และเราก็รักท่านมากเหลือเกิน” “แต่ว่าทนายความกล่าว ผมแน่ใจว่าท่านต้องทำพินัยกรรมไว้แน่เลย บางทีผมอาจจะช่วยได้ แต่ต้องมีค่าธรรมเนียมนะ
ชายทั้งสามตอบว่า ใช่ ท่านทำไว้จริงๆ ท่านทิ้งอูฐไว้ให้ และในพินัยกรรมบอกว่า 1/2 เป็นของลูกชายคนโต 1/3 เป็นของลูกชายคนกลาง และ 1/6 เป็นของลูกชายคนเล็ก พวกเรารักอูฐและตกลงแบ่งกัน แต่ว่ามีปัญหาอยู่ข้อหนึ่ง คือ บิดาทิ้งอูฐไว้ 17 ตัว และเราเคยเรียนมาจากโรงเรียนว่า 17 เป็นจำนวนเฉพาะ เจ้าอูฐที่น่ารัก เราไม่อาจแบ่งพวกมันได้
ทนายความคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า ง่ายมากเลย พวกคุณให้อูฐผม 5 ตัว คุณก็จะเหลืออูฐ 12 ตัว หารด้วย 2, 3 และ 6 แล้วคุณก็จะได้อูฐ 6, 4 และ 2 ตัวตามลำดับชายทั้งสามทำตาม ทนายความผูกอูฐหน้าเศร้าทั้งห้าตัวกับรถของเขา และสิ่งสุดท้ายที่ชายทั้งสามเห็นก็คือฝุ่นฟุ้งก้อนใหญ่ปกคลุมแสงอาทิตย์ยามเย็น

นี่คือหนทางสองสายในการรับมือกับความขัดแย้ง ทางเลือกอยู่ในมือของท่านเอง


[1] http://clinkzfletcher.mobile.spaces.live.com/entry.aspx?h=cns!AF54AE87B37E261!1529&pie=1&fp=%2fentry.aspx
[2] เดชา ตั้งสีฟ้า (แปล) โยฮัน กันตุง (เขียน). (2550). การเปลี่ยนแปลงขับเคลื่อนความขัดแย้งด้วยสันติวิธี.  กรุงเทพฯ: โครงการจัดพิมพ์คบไฟ. น. 65-67.
[3] ศาสตราจารย์ด้านสันติภาพศึกษา มหาวิทยาลัยเกรเนดา

วันพุธที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2554

ปฏิบัติการของชีวิตประจำวัน

อัญชลิตา สุวรรณะชฎ


To the ordinary man.
To a common hero…We witness the advent of the number.  It comes along with democracy, the large city, administrations, cybernetics.  It is a flexible and continuous mass, woven tight like a fabric with neither rips nor darned patches, a multitude of quantified heroes who lose names and faces as they become the ciphered river of the streets, a mobile language of computation and rationalities that belong to no one. [1]
Michel de Certeau

ในหน้าแรกของหนังสือ The Practice of Everyday Life (1984) เดอ แซร์โต อุทิศงานเขียนชิ้นนี้ให้แก่ คนธรรมดา” (the ordinary man) ซึ่งเป็นพระเอกที่ไร้ร่องรอยในประวัติศาสตร์ คนธรรมดา ในยุคสมัยของจำนวนตัวเลข ที่มาพร้อมกับประชาธิปไตย เมืองใหญ่ การบริหารจัดการ และระบบการติดต่อสื่อสารทางอิเล็กทรอนิกส์ที่มีเครือข่ายทั่วโลก สิ่งเหล่านี้ยืดหยุ่นและมีความ สำคัญ ถักทอกันอย่างแนบแน่น จน คนธรรมดา ถูกกล่าวถึงอย่างเหมารวมในการวิเคราะห์สังคมในระบบเศรษฐกิจการผลิตที่ให้ความสำคัญกับกลไกการผลิต สิ่งที่ เดอ แซร์โต สนใจ คือ กระบวนการผลิต (consumer production) ที่เกิดขึ้นในขั้นตอนที่ คนธรรมดา ในฐานะ ผู้บริโภค (consumer) ใช้สิ่งของหรือระบบสัญญะต่างๆ ที่กำหนดขึ้นมานอกเหนือจากการควบคุมของพวกเขา เป็นเรื่องที่ต้องให้ความสนใจกับเรื่องราวของชีวิตประจำวัน
ยุคสมัยใหม่หรือภาวะสมัยใหม่ (Modernism) การศึกษาทางด้านสังคมศาสตร์ได้หันมาสนใจกับโครงสร้างขนาดเล็ก (micro) แทนที่การศึกษาโครงสร้างขนาดใหญ่ (macro) แบบมาร์กซิสต์ (Marxist) แตกต่างไปจากขนบเดิม แนวทางการศึกษาสังคมวิทยาได้เปลี่ยนไปสนใจเรื่องราวของชุมชนและชีวิตของคนธรรมดาๆ ซึ่งความสนใจใหม่นี้นำไปสู่การตีความ การวิเคราะห์ทางด้านวัฒนธรรม และการอธิบายประวัติศาสตร์ใหม่ โดยมิติโครงสร้างทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง เป็นเพียงส่วนประกอบหนึ่งของเรื่องราวเท่านั้น จากการหันเหแนวทางการศึกษาทางสังคมศาสตร์ ทำให้กระแสความสนใจเรื่องของ ชีวิตประจำวันเป็นที่แพร่หลายในแวดวงการศึกษาวัฒนธรรม ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1990 เป็นต้นมา ในฐานะประเด็นการวิเคราะห์การเมืองแบบจุลภาค (micro-politic) และขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมแบบใหม่ (new social movement) เนื่องจากการดำเนินชีวิตประจำวันเป็นเรื่องของการแย่งชิงและต่อรองความสัมพันธ์ของอำนาจ (power relation) ระหว่าง ผู้กำหนด กับ ผู้ใช้ (users) ซึ่งไม่ใช่ความสัมพันธ์ทางเดียว แต่เป็นวงจรของอำนาจที่หมุนเวียนอย่างไม่สิ้นสุดในชีวิตประจำวัน เดอ แซร์โต เห็นว่า ชีวิตประจำวัน มีมิติทางการเมือง[2]

ชีวิตประจำวัน: เครื่องมือวิเคราะห์กลไกของอำนาจ

                เดอ แซร์โต ให้ความสำคัญกับระบบเศรษฐกิจการผลิต โดยพิจารณาที่กระบวนการผลิตไม่ใช่ที่กลไกการผลิตอย่างที่ผ่านมา เขาเห็นว่า การบริโภคเป็นเรื่องความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงอย่างแนบแน่นกับเรื่องราวของ ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในการศึกษาวัฒนธรรมประชานิยม (popular culture) หากพิจารณาความสำคัญของกิจกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น การอ่าน การพูด การเดิน ที่อยู่อาศัย การทำกับข้าว ฯลฯ จะเห็นความสำคัญของการบริโภคที่ ผู้บริโภค ไม่ใช่ ผู้ถูกกระทำ (Object) แต่มีวิธีการ (ways of operating) ที่มีความสัมพันธ์กับอำนาจ เขาตั้งคำถามการศึกษาว่า ชีวิตประจำวันเป็นเครื่องมือที่นำไปสู่จุดมุ่งหมายทางการเมืองอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่มีข้อสรุปล่วงหน้า จากมุมมองดังกล่าว ทำให้แนวคิดเรื่อง ชีวิตประจำวัน ของ เดอ แซร์โต ได้รับการ    ตอบรับในแวดวงวัฒนธรรมศึกษาแนวหลังโครงสร้างนิยม กลไกของอำนาจในภาวะสมัยใหม่ ชีวิตประจำวัน เป็นเรื่องของการแย่งชิงและต่อรองความสัมพันธ์เชิงอำนาจ รวมถึงความพยายามของนักวิชาการที่นำ ชีวิตประจำวัน ไปใส่กรอบทางทฤษฎี งานเขียนและโครงการวิจัยของ เดอ แซร์โต ต้องการนำเสนอความเป็นไปในชีวิตประจำวันที่ ชีวิตประจำวัน ไม่ใช่เป็นเพียงวาทกรรม
                สิ่งที่ เดอ แซร์โต เสนอนั้น เปรียบเสมือนอีกด้านหนึ่งของงานของ มิเชล ฟูโกต์ (Michel Foucault) ที่อธิบายถึง อำนาจ ว่า มีกลไกอย่างไร ในการแทรกซึมเข้าไปครอบงำชีวิตประจำวันโดยไม่รู้ตัว และได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิธีคิด จิตใจ ของกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการควบคุมไม่ให้เกิดการต่อต้านขัดขืน แต่ เดอ แซร์โต มีจุดมุ่งหมายที่จะชี้ให้เห็นว่า อำนาจ ไม่อาจครอบครอง ชีวิตประจำวัน ได้อย่างสมบูรณ์อย่างที่ฟูโกต์อธิบาย เดอ แซร์โต สนใจที่วิธีการที่ฝ่ายที่อ่อนแอหรือถูกครอบงำใช้จังหวะเวลาและโอกาสที่มีอยู่ ฉวยประโยชน์จากฝ่ายที่มีอำนาจเหนือกว่า เขาเห็นว่า การดำเนินชีวิตประจำวัน เป็นเรื่องของการแย่งชิงและต่อรองความสัมพันธ์ของอำนาจระหว่าง ผู้กำหนด กับ ผู้ใช้ ไม่ใช่ความสัมพันธ์ทางเดียว แต่เป็นวงจรของอำนาจที่หมุนเวียนอย่าง       ไม่สิ้นสุดในชีวิตประจำวัน

ชีวิตประจำวัน: ปฏิบัติการของเรื่องเล่า

                จุดมุ่งหมายของ เดอ แซร์โต ในการนำเสนอเรื่องของ ชีวิตประจำวัน คือ การหาวิธีที่จะนำเสนอ ชีวิตประจำวัน อย่างที่มันเป็น หรือใกล้เคียงกับที่มันเป็น เขาตั้งคำถามย้อนกลับมาที่นักวิชาการ รวมถึงตัวเขาเองด้วยว่า การศึกษา การวิเคราะห์ และทฤษฎี ถือว่าเป็นกลวิธีอย่างหนึ่งของอำนาจที่จัดวางคำอธิบายในสังคม ในสังคมวิชาการที่ผ่านมาการให้ความสำคัญกับ ชีวิตประจำวัน จึงไม่อาจหลุดพ้นจากปัญหาการเป็นเพียง วาทกรรม (discourse) หรือ ภาพตัวแทน (representation) ที่ตายตัวจากมุมมองในป้อมปราการของนักวิชาการ ยกตัวอย่างเช่น งานของฟูโกต์เรื่อง Discipline and Punish: the Birth of Prison (1975) โดยวิเคราะห์วิธีการปฏิบัติต่างๆ (procedures) ที่เกิดขึ้นประจำวันในคุกจากการสันนิษฐานโดยแบ่งแผนก (division) ตามความเชื่อหรือการชี้นำของบุคคล (ideologies) เพื่อศึกษากลไกของอำนาจ (effects of power) โดยเฉพาะตรรกะการเชื่อฟังตามโครงสร้างหน้าที่ (logical modes of functioning) ด้วยกรอบของประวัติศาสตร์นิพนธ์ (historiography)
                เดอ แซร์โต อธิบายว่า ทฤษฎีส่วนใหญ่เป็นการผลิตวาทกรรมขึ้นมาซ้อนทับวาทกรรมที่มีอยู่แล้ว เมื่อใดก็ตามที่ทฤษฎีก้าวข้ามอาณาบริเวณที่ไม่อยู่ภายใต้วาทกรรม เมื่อนั้นทฤษฎีจะพบปัญหาที่ท้าทาย เพราะการที่เข้าไปอยู่ในอาณาบริเวณที่ปราศจาก ภาษา ที่คุ้นเคย เปรียบได้กับการขับรถไปสุดทางที่หน้าผา ค้างเติ่งอยู่ระหว่างแผ่นดินที่รองรับวาทกรรม กับความเร้นลับของท้องทะเลเบื้องล่าง อาจกล่าวได้ว่า ทฤษฎีพยายามที่จะเปิดพรมแดนความรู้ไปจนสุดทาง โดยพยายามสร้างวาทกรรมที่จะอธิบายอาณาบริเวณที่อยู่นอกเหนือการทำงานของตรรกะ (nondiscursive space) ซึ่ง เดอ แซร์โต เห็นว่า นักวิชาการจำนวนมากไม่มีใครพยายามฟังเสียงที่ยังไม่ได้พูดออกมา หรือเปิดโอกาสให้ชีวิตประจำวันสื่อสารด้วยวิธีของมันเอง ชีวิตประจำวันเป็นความรู้ที่ไม่ตระหนักในตัวเอง กล่าวคือ เป็น ผู้กระทำ และเป็นความรู้เพื่อการอ้างอิง เป็นเพียงเงื่อนไขหนึ่งที่จะทำให้กระบวนการเรียนรู้เกิดขึ้นได้ [3]
สิ่งที่เขาพยายามค้นหา คือ เครื่องมือที่ใช้ในการสังเกตความเป็นไปใน ชีวิตประจำวัน ที่ลึกซึ้งกว่ากรอบที่ใช้ในการวิเคราะห์แบบเดิม วิธีการที่ละเอียดอ่อนเพียงพอที่จะสะท้อนความหลากหลายที่ไม่ปะติดปะต่อกันในชีวิตประจำวัน ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีรูปแบบเดียว อาจจะมาจากการผสมผสานวิธีการหลายอย่างก็ได้ ด้วยเหตุนี้ เดอ แซร์โต จึงให้ความสำคัญกับการเล่าเรื่อง (narrativity) เพื่อนำเสนอ ปฏิบัติการของชีวิตประจำวันโดยเห็นว่าการเล่าเรื่องแตกต่างจากการอธิบาย (description) โดยเฉพาะวรรณกรรมซึ่งเป็นตัวบท (text) ที่นำเสนอในรูปแบบของเรื่องเล่า นิทาน และตำนาน การเล่าเรื่องไม่ได้มีเป้าหมายที่จะให้รายละเอียดเพื่อให้เห็นความจริง แต่ต้องการที่จะสร้างพื้นที่สมมติที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของวาทกรรมเกี่ยวกับความจริง เพื่อโน้มนำให้เกิดกระบวนการที่จะเข้าใจความจริง เฉพาะช่วงเวลา เฉพาะบริบท ซึ่งถือว่าการเล่าเรื่องเป็นอุบาย (tactics) อย่างหนึ่งในการนำเสนอ ชีวิตประจำวันที่พรรณนากลุ่มสังคมที่ ผู้เล่า ไม่ได้ผูกขาดการเล่าเรื่อง หรือแยกตัวเองออกมาจากสิ่งที่พรรณนาถึง ในขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้เสียงอื่นๆ เล่าเรื่องด้วย การพยายามเล่าเรื่องของ ชีวิตประจำวัน เป็นแค่การเทียบเคียงหรือการคาดเดา สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่เนื้อเรื่อง แต่อยู่ที่ วิธีการเล่าเรื่อง ซึ่งไม่ใช่กระบวนการที่ต้องการข้อสรุปตายตัวว่า ชีวิตประจำวัน คือ อะไร แต่ต้องการตั้งคำถามกับกระบวนการผลิตความรู้เกี่ยวกับชีวิตประจำวัน จึงอาจกล่าวได้ว่า เดอ แซร์โต ใช้แนวคิดว่าด้วย ชีวิตประจำวัน เพื่อเป็นเครื่องมือในการถกเถียงเกี่ยวกับกระบวนการสร้างความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมประชานิยม เป็นการวิเคราะห์ความเป็นไปในสังคมร่วมสมัยที่เขามองว่า วิธีการ การวิเคราะห์ทางสังคมภายใต้ขนบแบบเดิมยังคับแคบภายใต้ข้อจำกัดทางทฤษฎี ไม่เปิดกว้างพอที่จะรองรับความหลากหลายของ ชีวิตประจำวัน ได้


บทส่งท้าย

                การวิเคราะห์เกี่ยวกับ ชีวิตประจำวัน ของ เดอ แซร์โต เป็นการกระตุ้นให้ตั้งคำถามถึงวิธีการสร้างความรู้เกี่ยวกับเรื่องราวของชีวิตประจำวัน ที่ไม่ใช่การหาข้อสรุปว่า ชีวิตประจำวัน คืออะไร แต่พยายามเปิดโอกาสให้ชีวิตประจำวันสื่อสารด้วยวิธีการเล่าเรื่อง เพื่อสร้างเงื่อนไขให้เกิดกระบวนการผลิตความรู้ต่อไปเรื่อยๆ ซึ่ง ความรู้ เป็นเรื่องเฉพาะสถานการณ์ (circumstantial) เป็นผลผลิตของวงจรหรือเครือข่ายของความสัมพันธ์เฉพาะหน้า เฉพาะสถานการณ์ การวิเคราะห์จึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่ ผู้กระทำ (Subject) และหลีกเลี่ยงการมองความสัมพันธ์ของอำนาจแบบคู่ตรงข้าม (binary opposition) แต่ในการอธิบายความสัมพันธ์ของอำนาจในพื้นที่เมืองสมัยใหม่ เดอ แซร์โต มักพูดถึง การผลิต (production) กับ การบริโภค (consumption), ความสัมพันธ์ของอำนาจเชิง ยุทธศาสตร์ (strategy) กับ อุบาย (tactic), การใช้ความแตกต่างระหว่าง พื้นที่ (space) กับ สถานที่ (place) ในประเด็นนี้ทำให้ เดอ แซร์โต ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า เขานำเสนอสิ่งที่ขัดแย้งกันเอง และไม่อาจก้าวข้ามการแบ่งแยกคู่ตรงข้ามที่ตายตัวระหว่าง อำนาจ กับ การต่อต้าน ได้ ซึ่งข้อวิจารณ์นี้หมายรวมไปถึงงานด้านวัฒนธรรมศึกษาที่นำแนวคิดเรื่อง ชีวิตประจำวัน ของ เดอ แซร์โต ไปใช้วิเคราะห์ความเป็นอื่นด้วย 
อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์ชีวิตประจำวันตามแนวคิดของ เดอ แซร์โต พยายามที่จะเชื่อมโยงความหมายของชีวิตประจำวันเข้ากับสถานการณ์ เฉพาะช่วงเวลา เฉพาะบริบท เพื่อให้สามารถอธิบายความสัมพันธ์ของอำนาจได้หลากหลายขึ้น ซึ่งเป็นวงจรความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่เชื่อมโยงและมีส่วนกำหนดความหมายซึ่งกันและกัน เช่นเดียวกับความสัมพันธ์ระหว่างการผลิตกับการบริโภค พื้นที่กับสถานที่ และคำคู่อื่นๆ ในความหมายของ เดอ แซร์โต อำนาจและการต่อต้าน ไม่ได้แยกออกจากกัน เขาปฏิเสธความคิดเรื่องความแปลกแยก และความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ตามแนวทางของมาร์กซ์ แต่เขาเชื่อว่า ชีวิตประจำวัน จะคงความเป็นอื่นที่อยู่เหนือกลไกการควบคุมของเหตุผล หรือการนิยามของวาทกรรม ความเป็นอื่น ไม่ได้ถูกกำหนดตายตัว สิ่งที่สำคัญ คือ การทำให้ความเป็นอื่นนี้ มีเสียง หรือมีที่ทางในการศึกษาวัฒนธรรม เมื่อนั้นการต่อรองความ สัมพันธ์ทางอำนาจจึงจะเกิดขึ้นได้ มิติทางการเมืองที่เกี่ยวกับชีวิตประจำวันในมุมมองของ เดอ แซร์โต คือ การเปิดโอกาสให้ชีวิตประจำวันได้แสดงศักยภาพที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเอง
ตามความคิดของ เดอ แซร์โต ชีวิตประจำวัน เป็นเครื่องมือเกี่ยวกับกระบวนการสร้างความรู้ในการศึกษาวัฒนธรรมประชานิยม ที่สื่อสารด้วยวิธีการเล่าเรื่อง เป็นวิธีการสร้างความรู้เกี่ยวกับเรื่องราวของชีวิตประจำวัน เพื่อวิเคราะห์ความเป็นไปในสังคมร่วมสมัย และสร้างกระบวนการผลิตความรู้ที่ต่อเนื่องต่อไป


บรรณานุกรม

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชาทฤษฎีสังคม (สห. 826) โครงการปริญญาเอกสหวิทยาการ วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภาคการศึกษาที่ 2/2552 

สันต์ สุวัจฉราภินันท์. (2552). รัฐศาสตร์สาร, รัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ 60 ปี / รัฐศาสตร์สาร 30 ปี (เล่ม 2). กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. น. 88-137.
สุธาริน คูณผล. (2550). รัฐศาสตร์สาร, ปีที่ 28 ฉบับที่ 2. กรุงเทพฯ : คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. น. 113-146.
Rendall, Steven. (trans.). de Certeau, Michel. (1984). The Practice of Everyday Life. Berkeley, CA: University of California Press.
website: Dissertation on Abstract Online available at http://www.jstor.org


[1] de Certeau, Michel. (1984). The Practice of Everyday Life. Berkeley, CA: University of California Press. Preface.
[2] สุธาริน คูณผล. (2550). รัฐศาสตร์สาร, ปีที่ 28 ฉบับที่ 2. กรุงเทพฯ : คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. น. 125-126.
[3] “It is an anonymous and referential knowledge, a mere condition of possibility for technical and learned practices.”