วันศุกร์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ว่าด้วยทฤษฎีเมือง (ภาค 1)

อัญชลิตา สุวรรณะชฎ[1]

                ปัจจุบันการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมของเมืองใหญ่หรือมหานครเป็นเรื่องสำคัญ และเป็นประเด็นข้อถกเถียงทางทฤษฎีระหว่างผู้เชี่ยวชาญด้านวางผังเมืองกับผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมเมืองในตะวันตกอย่างกว้างขวาง ทั้งในยุโรปและสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะปัญหาการจัดการเรื่องที่อยู่อาศัยของคนกลุ่มน้อยที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรม ที่ย้ายถิ่นฐานเข้ามาตั้งรกรากอยู่ในเมืองใหญ่หรือมหานครต่างๆ ในสหรัฐอเมริกามีปัญหาที่อยู่อาศัยของคนกลุ่มน้อยในเมืองใหญ่ต่างๆ ทั้งในนิวยอร์ก ลอสแองเจลิส นิวออลีน หลุยเซียน่า ซีแอตเติล และวอชิงตัน
การศึกษาผ่านกรอบคิดทฤษฎีเมือง (Urban Theory) มี 4 แนวทางหลัก ได้แก่ ทฤษฎีความขัดแย้งของเมือง (Urban Conflict Theory) ทฤษฎีนิเวศวิทยาเมือง (Urban Ecology Theory) ทฤษฎีความยุ่งเหยิงของเมือง (Urban Anomie Theory) และทฤษฎีวัฒนธรรมเมือง (Urban Culturalist Theory) ดังต่อไปนี้

ทฤษฎีความขัดแย้งของเมือง (Urban Conflict Theory)

ทฤษฎีความขัดแย้งของเมือง เป็นทฤษฎีที่มีพื้นฐานสำคัญมาจากแนวคิดของเฟรดเดอริก เองเกลส์ (Friedrich Engels) และ คาร์ล มาร์กซ (Karl Marx) ในเรื่องอำนาจที่ไม่ได้สัดส่วนกัน (disproportionate power) ทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างชนชั้นในสังคม (ชนชั้นแรงงาน ชนชั้นกลาง และชนชั้นสูง) ชนชั้นแรงงานรู้สึกว่าการทำงานของพวกเขาทำให้เกิดความมั่งคั่งแก่ชนชั้นสูง แต่ชนชั้นสูงกลับเป็นผู้ควบคุมสังคมและมีอำนาจทางการเมือง ชนชั้นแรงงานจึงกลายเป็นผู้ถูกกดขี่ทางสังคม
เองเกลส์[2] ได้อธิบายโดยยกตัวอย่างสลัมต่างๆ (slums) ในเมืองใหญ่ของอังกฤษ คือ เมืองแมนเชสเตอร์และกรุงลอนดอน เขากล่าวว่า เมืองแมนเชสเตอร์และกรุงลอนดอนเป็นเมืองใหญ่ที่ต่ำช้า คนในชนบทรอบๆ กรุงลอนดอนราวกับถูกโยนออกไปจากที่ดินของเขา ในปี ค.ศ. 1840 พวกเขาได้รับค่าจ้างแรงงานในภาคอุตสาหกรรมที่ต่ำมาก เมื่อเปรียบเทียบกับความมั่งคั่งของชนชั้นผู้ดีตระกูลสูงและชนชั้นนายทุนที่อาศัยอยู่ในเมืองแมนเชสเตอร์ สิ่งเหล่านี้เป็นเงื่อนไขที่ทำให้เกิดความเกลียดชังของชนชั้นแรงงาน พวกเขามีที่พักอาศัยเป็นเพียงห้องเล็กๆ ในอพาร์ตเมนต์ที่มีเพียง 2-3 แห่ง ห้องพักเล็กๆ คับแคบยิ่งกว่าตู้เสื้อผ้า ราวกับอยู่ในกระท่อมไม้เล็กๆ ที่สร้างด้วยไม้กระดานปูเดินข้ามบ่อโคลน ไม่มีทางเท้าริมถนน ไม่มีน้ำประปา ไม่มีการจัดการขยะ ไม่มีท่อระบายน้ำ ไม่มีน้ำมันเชื้อเพลิงหรือกระแสไฟฟ้าเพื่อให้แสงสว่าง และไม่มีเครื่องทำความร้อน มีเพียงเตาถ่านเล็กๆ ที่ให้ความอบอุ่น ซึ่งหลายครั้งก่อให้เกิดไฟไหม้และทำลายชีวิตผู้คนทั้งหมดที่อาศัยอยู่ในอาคาร คำอธิบายของเองเกลส์ทำให้เห็นภาพได้อย่างชัดเจนว่า ฟังก์ชั่นของเมืองไม่เพียงแต่ทำหน้าที่ราวกับเป็นโกดังเก็บแรงงานราคาถูก แต่มันยังมีความแตกต่างกันราวฟ้ากับดินในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น ทั้งระบบขนส่งและสาธารณูปโภค แม้แต่การควบคุมรักษาความสงบเรียบร้อย  ทางเท้า สวนส่วนตัว อสังหาริมทรัพย์ และสวนสาธารณะของคนรวย กับความสกปรกของบ้านของคนจน ห้องเช่า สลัม และร้านเหล้าเล็กๆ สำหรับชนชั้นแรงงาน เองเกลส์แสดงให้เห็นถึง “เมือง” บนเวทีความขัดแย้งของชนชั้นเกี่ยวกับเรื่องเล็กๆ ตามแนวทางการวิเคราะห์แบบมาร์กซ์ กล่าวคือ สภาพแวดล้อมของเมืองเกิดขึ้นบนเวทีความขัดแย้งของชนชั้นเกี่ยวกับเรื่องเล็กๆ ที่เป็นคุณลักษณะเฉพาะของเมือง การปฏิวัติของคนงานที่อยู่อย่างหนาแน่นในเมืองก็เพื่อช่วยให้รอดชีวิต การเขียนถึงเมืองแบบนักหนังสือพิมพ์ของเองเกลส์ได้เปลี่ยนมุมมองเมืองในสหรัฐอเมริกาใหม่ (Turley, Allan 2005: 2-3)
หนังสือ How the Other Half Lives (1890) ของ จาคอบ ริส์ (Jacob Riis) ผู้บุกเบิกการสืบสวนแบบนักหนังสือพิมพ์และวิพากษ์สังคม คำบรรยายพร้อมภาพถ่ายในหนังสือเล่มนี้ เป็นที่มาของการศึกษาวัฒนธรรมเมืองแบบใหม่ ริส์สำรวจเมืองอย่างถี่ถ้วนด้วยวิธีการแบบนักหนังสือพิมพ์โดยเข้าไปในสถานที่ที่มืดที่สุดของเมืองและเป็นสถานที่อยู่อาศัยของชนชั้นที่ต่ำที่สุดของเมือง ริส์ไม่ได้สนับสนุนการปฏิวัติแบบมาร์กซ แต่ใช้การวิเคราะห์ชนชั้นตามแบบมาร์กซ เขากล่าวว่า สภาพความเป็นจริงของเมือง คือ ชนชั้นที่ต่ำที่สุดมีชีวิตอย่างน่าเวทนา ซึ่งมันไม่ใช่เป็นความผิดของพวกเขา ในขณะที่ทฤษฎีทางสังคมศาสตร์ไม่เคยกล่าวถึงเงื่อนไขทางสังคมที่ไม่เท่าเทียมกันซึ่งทำให้เกิดความแตกต่างของชนชั้นทางสังคมอย่างที่เองเกลส์เสนอเรื่องชนชั้นแรงงานในเมือง (Riis, Jacob 1890)
แม็กซ์ เวเบอร์[3] เป็นอีกคนหนึ่งที่ได้รับอิทธิพลจากงานของเองเกลส์และมาร์กซ แต่ไม่ได้ใช้วิธีการที่รุนแรงแบบมาร์กซิสต์ชาวยุโรป เขาวิเคราะห์เมืองโดยวิธีการเชื่อมโยง “เมือง” กับลักษณะพิเศษของเมือง 4 ประการ ดังนี้
1.     ความสัมพันธ์ต่างๆ ทางเศรษฐกิจเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในเมือง ลักษณะของชาวเมืองมีพื้นฐานการดำรงชีพด้วยการดำเนินธุรกิจค้าขาย ในขณะที่เขตชนบทการเพาะปลูกพืชพันธุ์ธัญญา หารสามารถค้ำจุนความเป็นอยู่ได้
2.     เมืองต่างๆ เกี่ยวข้องกับสถาบันทางสังคมขนาดใหญ่ที่ส่งผลต่อสภาพแวดล้อมของเมือง สถาบันทางสังคมขนาดใหญ่เหล่านี้ ได้แก่ รัฐบาลและระบบเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เป็นสิ่งที่กำหนดรูปแบบและมีอิทธิพลต่อเมือง
3.     เครือข่ายทางสังคมและกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับเมือง รวมถึงรูปแบบความสัมพันธ์ของชีวิตในเมืองที่แตกต่างกัน สามารถช่วยให้วัฒนธรรมดำเนินต่อไป
4.     เมืองที่มีการปกครองตนเองและมีรายได้ที่เพียงพอเลี้ยงตัวเอง โดยอาศัยกฎหมาย การเมือง และการทหาร ชาวเมืองจะพัฒนาความซื่อสัตย์และความจงรักภักดีต่อเมือง
ปัจจัยสำคัญของเมืองตามรูปแบบการวิเคราะห์ดังกล่าว รวมทั้งแนวคิดวิเคราะห์เรื่องชนชั้นและสถานะของเวเบอร์ ที่เรียกว่า “โอกาสของชีวิต” (life chances) ซึ่งเกี่ยวพันกับเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และตัวแปรทางการศึกษาเมือง อาจเป็นองค์ประกอบหนึ่งของโอกาสชีวิตของปัจเจกชน แต่เวเบอร์ไม่ได้ให้ความสนใจเป็นอันดับแรก เขามุ่งมั่นที่จะพัฒนาวิธีการศึกษาเมือง (Turley, Allan 2005: 3-4)
จากแนวคิดของเองเกลส์และมาร์กซ ทฤษฎีความขัดแย้งของเมืองได้พัฒนาต่อมาโดย จอห์น โลแกน (John Logan) ฮาร์เวย์ โมโลต์ช (Harvey Molotch) และ มานูเอล คาสเทลส์ (Manuel Castells) ดังนี้
ในปี ค.ศ. 1987 จอห์น โลแกน (John Logan) และฮาร์เวย์ โมโลต์ช (Harvey Molotch)[4] ใช้ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์การเมือง (political economy theory) วิเคราะห์การใช้ที่ดินในเมืองตามทฤษฎีของมาร์กซ โดยนัยยะที่อำนาจทางการเมืองเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจเสมอ โลแกนและโมโลต์ช พบว่า ที่ดินไม่ได้ถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างที่คิด ที่ดินถูกใช้เพื่อผลประโยชน์ของผู้ดีชั้นสูง เพราะในเมืองผู้ดีชั้นสูงที่ร่ำรวยมีอำนาจทางการเมืองมากกว่าพลเมืองกลุ่มอื่นๆ ที่ดินถูกซื้อขายโดยการปั่นราคาจากผู้ทำธุรกิจที่ดินที่ร่ำรวยและเจ้าหน้าที่รัฐผู้มีอำนาจที่หิวกระจาย ซึ่งมันไม่ใช่เหตุผลที่ดีที่สุดในการใช้ที่ดิน แต่เพื่อผลกำไรทางเศรษฐกิจอย่างสมบูรณ์แบบ
โลแกนและโมโลต์ช พบว่า การใช้ที่ดินในเมือง แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
1.     บนพื้นฐานของการแลกเปลี่ยนมูลค่าของที่ดิน
2.     บนพื้นฐานของการใช้มูลค่าของที่ดินในเมือง
มูลค่าการแลกเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อผู้ดีชั้นสูงทำประโยชน์บนที่ดินในเมือง หรือตกลงใจไม่ใช้ประโยชน์ที่ดินบนพื้นฐานมูลค่าการแลกเปลี่ยนในทางเศรษฐศาสตร์ ยกตัวอย่างเช่น การครอบ ครองที่ดินแปลงหนึ่งในย่านธุรกิจหลักของเมือง (downtown) และปฏิเสธที่จะพัฒนาที่ดินหรือการก่อสร้างอาคารใดๆ บนที่ดินเพื่อช่วยให้ที่ดินในบริเวณรอบๆ มีมูลค่าเพิ่มขึ้น และไม่ขายที่ดินแปลงนั้นเพื่อให้เกิดมูลค่าการแลกเปลี่ยน มูลค่าจากการใช้ที่ดินเพื่อการปลูกสร้างที่อยู่อาศัย โครงสร้างพื้นฐาน ระบบสาธารณูปโภค หรือการศึกษา การปั่นราคาที่ดินในเมืองส่งผลกระทบต่อวัฒนธรรมเมือง ไม่เพียงแต่นำไปสู่การขาดแคลนโรงเรียนและการรู้หนังสือ แต่ยังส่งผลต่อการมีโรงพยาบาลไม่เพียงพอและการเจ็บไข้ได้ป่วยของประชากรในเมืองเป็นอย่างมาก ตลอดจนการขาดแคลนที่อยู่อาศัยที่มีราคาเหมาะสมที่ประชากรมีเงินพอที่จะจ่ายได้ ทำให้เกิดสลัมและการแบ่งแยกชนชั้นในวัฒนธรรมเมือง การผลิตวัฒนธรรมเมืองก็เช่นเดียวกับการผลิตประเภทอื่นๆ ที่ต้องอาศัยพื้นที่ (space) เพื่อการผลิต และถ้าไม่มีพื้นที่สำหรับการผลิตวัฒนธรรม อันเนื่องมาจากมูลค่าการแลกเปลี่ยน เมื่อนั้นวัฒนธรรมก็จะถูกจำกัด
การกล่าวถึง “เมืองใหญ่” (urban) ตามขนบมาร์กซิสต์แบบดั้งเดิม จะบรรยายเกี่ยวกับเมืองใหญ่ทั้งเมืองโดยเปรียบเทียบกับประเทศอาณานิคม แต่อาณานิคมแบบใหม่การใช้อิทธิพลทางการเมืองและเศรษฐกิจเพื่อควบคุมและมีอำนาจเหนือรัฐ คือ การตั้งรกรากภายในเมืองโดยชนชั้นกลางและการใช้เมืองเป็นศูนย์กลางธุรกิจของพลเมืองที่มั่งคั่งที่ส่งผลสะท้อนต่อรัฐบาล แต่ขณะ เดียวกันชนชั้นกลางและพลเมืองที่มั่งคั่งก็หนีไปใช้ชีวิตอยู่ชานเมือง โดยนำรายได้และเงินที่จะใช้จ่ายเกี่ยวกับที่อยู่อาศัยไปสู่ชานเมืองด้วย ซึ่งเป็นผลมาจากข้อจำกัดทางภาษีในเมือง พวกเขาไม่ต้องการจ่ายค่าบริการหรือภาษีในเมืองที่แพง ได้แก่ ค่าจัดหาตำรวจเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ประปา ถนน และอำนาจในเมือง ทั้งยังเป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มความต้องการอย่างสูงในการลดหย่อนภาษีสำหรับธุรกิจของพวกเขา และการสร้างทางหลวงสู่ชานเมือง ถ้าเช่นนั้น ใครคือผู้จ่ายภาษีให้เมือง? นั่นก็คือ คนจนที่อยู่ในเมือง นักทฤษฎีกลุ่มนี้ต้องการชี้ให้เห็นว่า ความไม่เท่าเทียมของคนกลุ่มน้อยจำนวนมากเป็นสิ่งที่สืบทอดมาเช่นเดียวกับในอดีตเหมือนชาวอาณานิคม ประชากรในเมืองที่เป็นคนกลุ่มน้อยที่ตั้งรกรากอยู่ในเมือง  เป็นผู้ที่ต้องแบกรับภาระภาษีจากการประกอบอาชีพแทนชนชั้นกลางและพลเมืองที่มั่งคั่งเหล่านั้น (Turley, Allan 2005: 15-16)
วิลเลียม จูเลียส วิลสัน (William Julius Wilson) เป็นอีกคนหนึ่งที่อธิบายถึงคนกลุ่มน้อยที่อยู่ในเมืองแบบมาร์กซิสต์ ในหนังสือ The Declining Significance of Race (1978) วิลสันอธิบายถึงสภาพที่น่าสงสารของชาวแอฟริกันอเมริกันที่อยู่ในเมือง เขาได้สร้างข้อถกเถียงเกี่ยวกับเชื้อชาติที่ยึดถือตามจารีต และการกล่าวหาว่าชาวแอฟริกันอเมริกันเป็นคนไม่ดี วิลสันกล่าวว่า เชื้อชาติไม่ใช่สาระสำคัญในสังคมอีกต่อไป นักเสรีนิยมเรียกร้องให้หันกลับมาตระหนักถึงสิทธิพลเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องชนชั้นมากกว่าเรื่องความเท่าเทียมของสิทธิทางการเมือง
ในสหรัฐอเมริกาการเหยียดผิวสืบเนื่องมาจากระบบทาสในอดีตตั้งแต่สงครามกลางเมืองที่มีผลต่อความรู้สึกของสถาบันทั้งหลายของประเทศ การเหยียดผิวเป็นเรื่องของระบบจ่ายค่าแรงสองเท่า (two-tiered wage system) ที่เกิดจากการพัฒนาอุตสาหกรรมในภาคเหนือของสหรัฐอเมริกาในช่วงทศวรรษ 1900 ทาสในยุคแรกมาจากเมืองทางตอนเหนือถูกส่งไปทำงานเกษตรกรรมทางตอนใต้ในช่วงการปฏิวัติอุตสาหกรรม โดยคนงานผิวดำถูกกดขี่ค่าแรงที่จ่ายให้น้อยกว่าคนงานผิวขาวในโรงงานอุตสาหกรรมถึง 2 เท่า ทำให้เกิดทัศนะการเหยียดผิว โดยคนงานผิวขาวในภาคเหนือเกลียดชังคนงานผิวดำ ช่วงปลายทศวรรษ 1960 ถึงต้นทศวรรษ 1970 (หลังการผ่านร่างกฎหมายว่าด้วยสิทธิมนุษยชน) วิลสันเห็นว่า ทัศนะดังกล่าวเป็นเงื่อนไขที่ทำให้ชาวแอฟริกันอเมริกันในสังคมปัจจุบันถูกกดดันให้อยู่ในย่านชุมชนที่มีความตกต่ำทางเศรษฐกิจ ความไม่เป็นธรรมของค่าแรงกดมูลค่าของที่ดินในย่านชุมชนชาวแอฟริกันอเมริกัน ทำให้ขาดแคลนโรงเรียน ซึ่งทำให้ชุมชนชาวแอฟริกันอเมริกันยิ่งเลวร้ายลง คนในชุมชนไร้การศึกษา ขาดอาชีพช่างฝีมือที่จำเป็นสำหรับเศรษฐกิจเมืองในยุคหลังอุตสาหกรรม (postindustrial) วิลสันเห็นว่า เชื้อชาติและชนชั้น เป็นสมมมติฐานเริ่มต้นของการเกิดวัฒนธรรมเมือง จากการเรียกร้องของกลุ่มคนที่ต้องช่วยเหลือตนเองให้รอดพ้นจากความยากจนและการขาดแคนสิ่งที่จำเป็น
มานูเอล คาสเทลส์ (Manuel Castells) ใช้การวิเคราะห์แบบมาร์กซิสต์ ศึกษาอิทธิพลของการจัดการท้องถิ่นตามแนวทางการพัฒนาเมือง ในหนังสือ The City and the Grassroots Movement (1983) คาสเทลส์ศึกษากิจกรรมการเคลื่อนไหวจากการรวมตัวของคนรากหญ้าในท้องถิ่นรอบๆ ชุมชน (ย่านโรงงานที่พวกเขาทำงาน) ในเชิงประวัติศาสตร์ เขาพบว่า การรวมตัวเคลื่อนไหวของคนรากหญ้าในท้องถิ่น (local grassroots movements) ประสบความสำเร็จในการเรียกร้องบริการสาธารณูปโภคต่างๆ เช่น ประปา การศึกษา ที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นการต่อรองกับอำนาจรัฐบาลในการจัดบริการเหล่านี้ให้กับพวกเขา แสดงให้เห็นถึงการเคลื่อนไหวของคนรากหญ้าที่ส่งผลต่อการจัดบริการของเมืองที่พวกเขาคาดหวัง ได้แก่ โรงเรียนสำหรับเด็กๆ น้ำประปา การจัดการสิ่งปฏิกูล ท่อระบายน้ำ การรักษาความสงบเรียบร้อยโดยตำรวจ การป้องกันน้ำท่วม และถนนที่โอ่อ่ากว้างขวาง ตลอดจนการได้รับการปฏิบัติในฐานะพลเมืองของเมือง สิ่งเหล่านี้มีอิทธิพลต่อการจัดการเมืองสมัยใหม่ที่เราไม่สามารถประเมินได้ว่าครั้งหนึ่งเมื่อร้อยกว่าปีก่อนฟังก์ชั่นของเมืองที่เกี่ยว กับบริการเหล่านี้ถูกมองว่าเป็นสิ่งฟุ่มเฟือย
งานสำคัญอีกชิ้นหนึ่งของคาสเทลส์เรื่อง The Informational City (1989) อธิบายโดยเน้นถึงยุคหลังอุตสาหกรรมและการปรับเปลี่ยนของเมืองตามกระแสสังคมโลก ทางด้านสังคม เศรษฐกิจ และองค์ประกอบต่างๆ เขากล่าวถึงการปฏิวัติการผลิตแบบใหม่ เช่นเดียวกับการปฏิวัติเกษตรกรรมหรือการปฏิวัติอุตสาหกรรม สังคมอันประกอบด้วย ปฏิสัมพันธ์ทางสังคม เมือง และศาสนา ถูกปรับเปลี่ยนโดยการพัฒนาแบบใหม่ตามระบอบเศรษฐกิจทุนนิยมที่เปลี่ยนโครงสร้างแบบก้าวหน้า “เมือง” ถูกปรับเปลี่ยนตามกระแสสังคมโลกโดยสิ้นเชิง ไม่เพียงแต่ความเป็นไปได้ของประชาชนในเมืองที่ต้องการจะประกอบอาชีพในท้องถิ่น ในอดีต “เมือง” เป็น “สถานที่” (place) ผลิตวัฒนธรรม อัตลักษณ์ทางสังคม เป็นศูนย์กลางการค้าขาย แตกต่างจากปัจจุบันที่เมืองทำหน้าที่เป็น “พื้นที่” (space) สำหรับเทคโนโลยีและรถยนต์ ไม่มีพื้นที่สำหรับการเพาะปลูก ยกตัวอย่างเช่น ในทางกายภาพอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ มีโรงงานผลิตตั้งอยู่ในมาเลเซียเพราะมีค่าจ้างแรงงานต่ำ แต่การเก็บรักษาข้อมูลการออกแบบอยู่ในลอสแองเจลิส และงานธุรการของบริษัทอยู่ในเดนเวอร์ ทำให้เกิดธุรกิจยานยนต์ขนาดใหญ่ แต่ไม่มีวัฒนธรรมความภักดีต่อเมืองทั้งในลอสแองเจลิสและเดนเวอร์ พื้นที่อุตสาหกรรมที่หนาแน่นทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายเมืองออกไป เมืองของโลกตะวันตกได้เปรียบจากข้อดีของค่าจ้างแรงงานต่ำในโลกตะวันออก และธรรมชาติการเลื่อนไหลของพื้นที่ข้อมูลข่าวสาร
นักวิชาการแนวมาร์กซิสต์ที่สำคัญอีกคนหนึ่ง คือ ปีเตอร์ วาร์ด (Peter Ward) ได้วิเคราะห์เมืองแม็กซิโกซิตี้ในหลายระดับ ในหนังสือ Mexico City (1998) เริ่มจากความเชื่อมโยงระหว่างสภาพแวดล้อมเมืองกับวัฒนธรรม วาร์ด อธิบายถึง การเมือง โครงสร้างของเมือง วิถีชีวิตชุมชน และความพึงพอใจทางเศรษฐกิจของแม็กซิโกซิตี้ ซึ่งวัฒนธรรมของแม็กซิโกซิตี้ปรากฏให้เห็นทางสถาปัตยกรรมในย่านธุรกิจสำคัญของเมืองที่ยังคงรูปแบบอาคารสมัยอาณานิคม ย่านคนจนที่ขาดแคลนบริการสาธารณูปโภคของเมือง น้ำ และสิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ ไปจนถึงที่พักอาศัยที่ทันสมัยที่สุด ตลอดจนการโฆษณาว่า แม็กซิโกเป็นประตูสู่อุตสาหกรรมและการลงทุนของประเทศโลกที่หนึ่ง วัฒนธรรมที่เกี่ยวกับการออกแบบก่อสร้างอาคารมีอิทธิพลต่อสังคมผู้ที่อยู่อาศัยในแม็กซิโกซิตี้ อาคารแบบโคโลเนียลให้ความรู้สึกราวกับย้อนยุคไปสู่โลกสมัยอาณานิคม ความนิยมต่อสถาปัตยกรรมรูปแบบโคโลเนียลมีอิทธิพลต่อผลประโยชน์ทางการค้าหรือพื้นที่อุตสาหกรรม ทำให้การออกแบบก่อสร้างอาคารที่พักมีเฉลียงและห้องโถงกลางได้รับการอุดหนุนจากผู้อยู่อาศัย ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในสหรัฐอเมริกาที่ผู้คนอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์อย่างสันโดษและเป็นส่วนตัว สถาปัตยกรรมของเมืองเปิดประตูสู่เพื่อนบ้าน ขณะเดียวกันก็เป็นเส้นแบ่งชนชั้นในแม็กซิโกซิตี้ การขาดชนชั้นกลางที่เชื่อมโยง ทำให้เห็นความยุ่งเหยิงของคนรวย สถาปัตยกรรมสมัยใหม่ของผู้มั่งคั่งในแม็กซิโกซิตี้ได้เข้ามาแทนที่อาคารสมัยโคโลเนียล

(โปรดติดตามต่อ ภาค 2)


[1] บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชาบัณฑิตสัมมนา (สห. 845) โครงการปริญญาเอกสหวิทยาการ วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภาคการศึกษาที่ 2/2552
[2] Engels, Friedrich. (1958). The Condition of the Working Class in England. Trans. W.O. Henderson and W.H. Chaloner. New York: MacMillan.
[3] Weber, Max. (1921). The City. New York: Free New York Press (1966).
[4] Logan, John and Harvey, Molotch. (1987). Urban Fortunes: The Political Economy of Place. Berkeley: University of California Press.

วันพุธที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

นิทาน..นิทาน

อัญชลิตา สุวรรณะชฎ

“นิทาน” หรือ fable or tale ในภาษาอังกฤษ เป็นวรรณกรรมที่เก่าแก่ที่สุด อาจเป็นการเขียนจากจินตนาการก็ได้ ส่วนคำว่า “นิทาน” ในภาษาบาลี (อรรถกถาพระไตรปิฎก) จะหมายถึงเรื่องที่เคยมีอยู่จริงเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องแต่งขึ้นแต่ประการใด เป็นการกล่าวถึงเรื่องต้นเหตุย้อนหลังไปนานมาก จนบางอย่างที่เคยมีในยุคนั้นๆ ไม่ปรากฏให้คนในยุคนี้ได้พบเห็นอีกแล้ว
ถ้าอธิบายด้วยแนวคิดหลังสมัยใหม่ว่า “นิทาน” เป็น “นิทาน” ซึ่งบางครั้งไม่สามารถสืบทราบตัวผู้ประพันธ์ได้ ไม่ใช่งานเขียนที่ปกติจัดว่าเป็นวรรณกรรม ซึ่งล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นจากการสร้าง “วาทกรรม” (discourse) จึงเป็นเพียง “เรื่องเล่า” (narrative) เรื่องหนึ่งเท่านั้น ไม่มีอะไรเป็นความจริงแท้แน่นอน

นิทานสองเรื่องเกี่ยวกับอูฐ ตัวเลข และอื่นๆ[1] จากหนังสือ Conflict Transformation by Peaceful Means (the Transcend Method) [2] ของ Johan Galtung[3]


นิทานเรื่องที่ 1 กาลครั้งหนึ่งผู้รู้ทางศาสนาอิสลามขี่อูฐตัวหนึ่งเพื่อเดินทางไปเมกกะ เมื่อมาถึงโอเอซิสแห่งหนึ่ง ท่านเห็นชายสามคนยืนร้องไห้อยู่ที่นั่น ท่านจึงหยุดอูฐแล้วถามว่า “ลูกๆ ของฉัน เกิดอะไรขึ้นหรือ?” ชายทั้งสามตอบว่า “บิดาของพวกเราเพิ่งจะเสีย และเราก็รักท่านมากเหลือเกิน” “แต่ว่า” ท่านผู้รู้กล่าว “ฉันแน่ใจว่าท่านก็รักพวกเธอเช่นกันและไม่ต้องสงสัยเลยว่าท่านได้ทิ้งบางสิ่งบางอย่างไว้ให้พวกเธอไม่ใช่หรือ?”
ชายทั้งสามคนตอบว่า “ใช่แล้ว ท่านทิ้งไว้จริงๆ ท่านทิ้งอูฐไว้ฝูงหนึ่ง และในพินัยกรรมระบุไว้ว่าอูฐ 1/2 เป็นของลูกชายคนโต 1/3 เป็นของคนกลาง และ 1/9 เป็นของคนเล็ก พวกเรารักอูฐ และตกลงแบ่งกัน แต่ว่ามีปัญหาอยู่ข้อหนึ่ง คือ บิดาทิ้งอูฐไว้ 17 ตัว และเราเคยเรียนมาจากโรงเรียนว่า 17 เป็นจำนวนเฉพาะ เจ้าอูฐที่น่ารัก เราไม่อาจแบ่งพวกมันได้”
ท่านผู้รู้คิดอยู่สักครู่หนึ่งแล้วพูดขึ้นว่า “ฉันจะยกอูฐของฉันให้ พวกเธอก็จะมีอูฐ 18 ตัว” แต่พวกเขาร้องว่า “ไม่ ท่านทำเช่นนั้นไม่ได้ ท่านกำลังไปปฏิบัติกิจธุระที่สำคัญ” ท่านผู้รู้ขัดขึ้นว่า “ลูกๆ จงเอาอูฐไปเถิด เอาไปเลย”
ดังนั้นพวกเขาจึงเอา 2 หาร 18 ลูกชายคนโตจึงได้ไป 9 ตัว จากนั้นเอา 3 หาร 18 ลูกชายคนกลางจึงได้ไป 6 ตัว แล้วก็เอา 18 หารด้วย 9 ลูกชายคนเล็กได้ไป 2 ตัว รวมทั้งหมดได้ 9+6+2 = 17 ตัว เหลืออูฐยืนอยู่ตัวเดียวซึ่งเป็นอูฐของท่านผู้รู้ ท่านผู้รู้กล่าวว่า “พวกเธอพอใจไหม ถ้างั้นฉันขออูฐคืนได้ไหม?”
ชายทั้งสามรู้สึกขอบคุณอย่างสุดซึ้ง และกล่าวตอบว่าแน่นอน โดยที่ไม่ค่อยเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ท่านผู้รู้อวยพรให้พวกเขาและขึ้นขี่อูฐ สิ่งสุดท้ายที่ชายทั้งสามเห็นก็คือละอองฝุ่นกลุ่มเล็กๆ ร่วงหล่นอย่างรวดเร็วท่ามกลางแสงสุดท้ายอันเรืองรอง
นิทานเรื่องที่ 2 กาลครั้งหนึ่งมีทนายคนหนึ่งกำลังขับรถแสนสวยผ่านทะเลทราย เมื่อผ่านโอเอซิสแห่งหนึ่งเขาเห็นผู้ชายสามคนยืนร้องไห้อยู่ ดังนั้นเขาจึงหยุดรถและถามว่า “เกิดอะไรขึ้น?” ชายทั้งสามตอบว่า “บิดาของพวกเราเพิ่งจะเสีย และเราก็รักท่านมากเหลือเกิน” “แต่ว่า” ทนายความกล่าว “ผมแน่ใจว่าท่านต้องทำพินัยกรรมไว้แน่เลย บางทีผมอาจจะช่วยได้ แต่ต้องมีค่าธรรมเนียมนะ”
ชายทั้งสามตอบว่า “ใช่ ท่านทำไว้จริงๆ ท่านทิ้งอูฐไว้ให้ และในพินัยกรรมบอกว่า 1/2 เป็นของลูกชายคนโต 1/3 เป็นของลูกชายคนกลาง และ 1/6 เป็นของลูกชายคนเล็ก พวกเรารักอูฐและตกลงแบ่งกัน แต่ว่ามีปัญหาอยู่ข้อหนึ่ง คือ บิดาทิ้งอูฐไว้ 17 ตัว และเราเคยเรียนมาจากโรงเรียนว่า 17 เป็นจำนวนเฉพาะ เจ้าอูฐที่น่ารัก เราไม่อาจแบ่งพวกมันได้”
ทนายความคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “ง่ายมากเลย พวกคุณให้อูฐผม 5 ตัว คุณก็จะเหลืออูฐ 12 ตัว หารด้วย 2, 3 และ 6 แล้วคุณก็จะได้อูฐ 6, 4 และ 2 ตัวตามลำดับ” ชายทั้งสามทำตาม ทนายความผูกอูฐหน้าเศร้าทั้งห้าตัวกับรถของเขา และสิ่งสุดท้ายที่ชายทั้งสามเห็นก็คือฝุ่นฟุ้งก้อนใหญ่ปกคลุมแสงอาทิตย์ยามเย็น

นี่คือหนทางสองสายในการรับมือกับความขัดแย้ง ทางเลือกอยู่ในมือของท่านเอง


[1] http://clinkzfletcher.mobile.spaces.live.com/entry.aspx?h=cns!AF54AE87B37E261!1529&pie=1&fp=%2fentry.aspx
[2] เดชา ตั้งสีฟ้า (แปล) โยฮัน กันตุง (เขียน). (2550). การเปลี่ยนแปลงขับเคลื่อนความขัดแย้งด้วยสันติวิธี.  กรุงเทพฯ: โครงการจัดพิมพ์คบไฟ. น. 65-67.
[3] ศาสตราจารย์ด้านสันติภาพศึกษา มหาวิทยาลัยเกรเนดา

วันพุธที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2554

ปฏิบัติการของชีวิตประจำวัน

อัญชลิตา สุวรรณะชฎ


To the ordinary man.
To a common hero…We witness the advent of the number.  It comes along with democracy, the large city, administrations, cybernetics.  It is a flexible and continuous mass, woven tight like a fabric with neither rips nor darned patches, a multitude of quantified heroes who lose names and faces as they become the ciphered river of the streets, a mobile language of computation and rationalities that belong to no one. [1]
Michel de Certeau

ในหน้าแรกของหนังสือ The Practice of Everyday Life (1984) เดอ แซร์โต อุทิศงานเขียนชิ้นนี้ให้แก่ “คนธรรมดา” (the ordinary man) ซึ่งเป็นพระเอกที่ไร้ร่องรอยในประวัติศาสตร์ “คนธรรมดา” ในยุคสมัยของจำนวนตัวเลข ที่มาพร้อมกับประชาธิปไตย เมืองใหญ่ การบริหารจัดการ และระบบการติดต่อสื่อสารทางอิเล็กทรอนิกส์ที่มีเครือข่ายทั่วโลก สิ่งเหล่านี้ยืดหยุ่นและมีความ สำคัญ ถักทอกันอย่างแนบแน่น จน “คนธรรมดา” ถูกกล่าวถึงอย่างเหมารวมในการวิเคราะห์สังคมในระบบเศรษฐกิจการผลิตที่ให้ความสำคัญกับกลไกการผลิต สิ่งที่ เดอ แซร์โต สนใจ คือ กระบวนการผลิต (consumer production) ที่เกิดขึ้นในขั้นตอนที่ “คนธรรมดา” ในฐานะ “ผู้บริโภค” (consumer) ใช้สิ่งของหรือระบบสัญญะต่างๆ ที่กำหนดขึ้นมานอกเหนือจากการควบคุมของพวกเขา เป็นเรื่องที่ต้องให้ความสนใจกับเรื่องราวของชีวิตประจำวัน
ยุคสมัยใหม่หรือภาวะสมัยใหม่ (Modernism) การศึกษาทางด้านสังคมศาสตร์ได้หันมาสนใจกับโครงสร้างขนาดเล็ก (micro) แทนที่การศึกษาโครงสร้างขนาดใหญ่ (macro) แบบมาร์กซิสต์ (Marxist) แตกต่างไปจากขนบเดิม แนวทางการศึกษาสังคมวิทยาได้เปลี่ยนไปสนใจเรื่องราวของชุมชนและชีวิตของคนธรรมดาๆ ซึ่งความสนใจใหม่นี้นำไปสู่การตีความ การวิเคราะห์ทางด้านวัฒนธรรม และการอธิบายประวัติศาสตร์ใหม่ โดยมิติโครงสร้างทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง เป็นเพียงส่วนประกอบหนึ่งของเรื่องราวเท่านั้น จากการหันเหแนวทางการศึกษาทางสังคมศาสตร์ ทำให้กระแสความสนใจเรื่องของ “ชีวิตประจำวัน” เป็นที่แพร่หลายในแวดวงการศึกษาวัฒนธรรม ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1990 เป็นต้นมา ในฐานะประเด็นการวิเคราะห์การเมืองแบบจุลภาค (micro-politic) และขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมแบบใหม่ (new social movement) เนื่องจากการดำเนินชีวิตประจำวันเป็นเรื่องของการแย่งชิงและต่อรองความสัมพันธ์ของอำนาจ (power relation) ระหว่าง “ผู้กำหนด” กับ “ผู้ใช้” (users) ซึ่งไม่ใช่ความสัมพันธ์ทางเดียว แต่เป็นวงจรของอำนาจที่หมุนเวียนอย่างไม่สิ้นสุดในชีวิตประจำวัน เดอ แซร์โต เห็นว่า “ชีวิตประจำวัน” มีมิติทางการเมือง[2]

ชีวิตประจำวัน: เครื่องมือวิเคราะห์กลไกของอำนาจ

                เดอ แซร์โต ให้ความสำคัญกับระบบเศรษฐกิจการผลิต โดยพิจารณาที่กระบวนการผลิตไม่ใช่ที่กลไกการผลิตอย่างที่ผ่านมา เขาเห็นว่า การบริโภคเป็นเรื่องความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงอย่างแนบแน่นกับเรื่องราวของ “ชีวิตประจำวัน” โดยเฉพาะในการศึกษาวัฒนธรรมประชานิยม (popular culture) หากพิจารณาความสำคัญของกิจกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น การอ่าน การพูด การเดิน ที่อยู่อาศัย การทำกับข้าว ฯลฯ จะเห็นความสำคัญของการบริโภคที่ “ผู้บริโภค” ไม่ใช่ “ผู้ถูกกระทำ” (Object) แต่มีวิธีการ (ways of operating) ที่มีความสัมพันธ์กับอำนาจ เขาตั้งคำถามการศึกษาว่า “ชีวิตประจำวัน” เป็นเครื่องมือที่นำไปสู่จุดมุ่งหมายทางการเมืองอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่มีข้อสรุปล่วงหน้า จากมุมมองดังกล่าว ทำให้แนวคิดเรื่อง “ชีวิตประจำวัน” ของ เดอ แซร์โต ได้รับการ    ตอบรับในแวดวงวัฒนธรรมศึกษาแนวหลังโครงสร้างนิยม กลไกของอำนาจในภาวะสมัยใหม่ “ชีวิตประจำวัน” เป็นเรื่องของการแย่งชิงและต่อรองความสัมพันธ์เชิงอำนาจ รวมถึงความพยายามของนักวิชาการที่นำ “ชีวิตประจำวัน” ไปใส่กรอบทางทฤษฎี งานเขียนและโครงการวิจัยของ เดอ แซร์โต ต้องการนำเสนอความเป็นไปในชีวิตประจำวันที่ “ชีวิตประจำวัน” ไม่ใช่เป็นเพียงวาทกรรม
                สิ่งที่ เดอ แซร์โต เสนอนั้น เปรียบเสมือนอีกด้านหนึ่งของงานของ มิเชล ฟูโกต์ (Michel Foucault) ที่อธิบายถึง “อำนาจ” ว่า มีกลไกอย่างไร ในการแทรกซึมเข้าไปครอบงำชีวิตประจำวันโดยไม่รู้ตัว และได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิธีคิด จิตใจ ของกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการควบคุมไม่ให้เกิดการต่อต้านขัดขืน แต่ เดอ แซร์โต มีจุดมุ่งหมายที่จะชี้ให้เห็นว่า “อำนาจ” ไม่อาจครอบครอง “ชีวิตประจำวัน” ได้อย่างสมบูรณ์อย่างที่ฟูโกต์อธิบาย เดอ แซร์โต สนใจที่วิธีการที่ฝ่ายที่อ่อนแอหรือถูกครอบงำใช้จังหวะเวลาและโอกาสที่มีอยู่ ฉวยประโยชน์จากฝ่ายที่มีอำนาจเหนือกว่า เขาเห็นว่า การดำเนินชีวิตประจำวัน เป็นเรื่องของการแย่งชิงและต่อรองความสัมพันธ์ของอำนาจระหว่าง “ผู้กำหนด” กับ “ผู้ใช้” ไม่ใช่ความสัมพันธ์ทางเดียว แต่เป็นวงจรของอำนาจที่หมุนเวียนอย่าง       ไม่สิ้นสุดในชีวิตประจำวัน

ชีวิตประจำวัน: ปฏิบัติการของเรื่องเล่า

                จุดมุ่งหมายของ เดอ แซร์โต ในการนำเสนอเรื่องของ “ชีวิตประจำวัน” คือ การหาวิธีที่จะนำเสนอ “ชีวิตประจำวัน” อย่างที่มันเป็น หรือใกล้เคียงกับที่มันเป็น เขาตั้งคำถามย้อนกลับมาที่นักวิชาการ รวมถึงตัวเขาเองด้วยว่า การศึกษา การวิเคราะห์ และทฤษฎี ถือว่าเป็นกลวิธีอย่างหนึ่งของอำนาจที่จัดวางคำอธิบายในสังคม ในสังคมวิชาการที่ผ่านมาการให้ความสำคัญกับ “ชีวิตประจำวัน” จึงไม่อาจหลุดพ้นจากปัญหาการเป็นเพียง “วาทกรรม” (discourse) หรือ “ภาพตัวแทน” (representation) ที่ตายตัวจากมุมมองในป้อมปราการของนักวิชาการ ยกตัวอย่างเช่น งานของฟูโกต์เรื่อง Discipline and Punish: the Birth of Prison (1975) โดยวิเคราะห์วิธีการปฏิบัติต่างๆ (procedures) ที่เกิดขึ้นประจำวันในคุกจากการสันนิษฐานโดยแบ่งแผนก (division) ตามความเชื่อหรือการชี้นำของบุคคล (ideologies) เพื่อศึกษากลไกของอำนาจ (effects of power) โดยเฉพาะตรรกะการเชื่อฟังตามโครงสร้างหน้าที่ (logical modes of functioning) ด้วยกรอบของประวัติศาสตร์นิพนธ์ (historiography)
                เดอ แซร์โต อธิบายว่า ทฤษฎีส่วนใหญ่เป็นการผลิตวาทกรรมขึ้นมาซ้อนทับวาทกรรมที่มีอยู่แล้ว เมื่อใดก็ตามที่ทฤษฎีก้าวข้ามอาณาบริเวณที่ไม่อยู่ภายใต้วาทกรรม เมื่อนั้นทฤษฎีจะพบปัญหาที่ท้าทาย เพราะการที่เข้าไปอยู่ในอาณาบริเวณที่ปราศจาก “ภาษา” ที่คุ้นเคย เปรียบได้กับการขับรถไปสุดทางที่หน้าผา ค้างเติ่งอยู่ระหว่างแผ่นดินที่รองรับวาทกรรม กับความเร้นลับของท้องทะเลเบื้องล่าง อาจกล่าวได้ว่า ทฤษฎีพยายามที่จะเปิดพรมแดนความรู้ไปจนสุดทาง โดยพยายามสร้างวาทกรรมที่จะอธิบายอาณาบริเวณที่อยู่นอกเหนือการทำงานของตรรกะ (nondiscursive space) ซึ่ง เดอ แซร์โต เห็นว่า นักวิชาการจำนวนมากไม่มีใครพยายามฟังเสียงที่ยังไม่ได้พูดออกมา หรือเปิดโอกาสให้ชีวิตประจำวันสื่อสารด้วยวิธีของมันเอง “ชีวิตประจำวัน” เป็นความรู้ที่ไม่ตระหนักในตัวเอง กล่าวคือ เป็น “ผู้กระทำ” และเป็นความรู้เพื่อการอ้างอิง เป็นเพียงเงื่อนไขหนึ่งที่จะทำให้กระบวนการเรียนรู้เกิดขึ้นได้ [3]
สิ่งที่เขาพยายามค้นหา คือ เครื่องมือที่ใช้ในการสังเกตความเป็นไปใน “ชีวิตประจำวัน” ที่ลึกซึ้งกว่ากรอบที่ใช้ในการวิเคราะห์แบบเดิม วิธีการที่ละเอียดอ่อนเพียงพอที่จะสะท้อนความหลากหลายที่ไม่ปะติดปะต่อกันในชีวิตประจำวัน ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีรูปแบบเดียว อาจจะมาจากการผสมผสานวิธีการหลายอย่างก็ได้ ด้วยเหตุนี้ เดอ แซร์โต จึงให้ความสำคัญกับการเล่าเรื่อง (narrativity) เพื่อนำเสนอ “ปฏิบัติการของชีวิตประจำวัน” โดยเห็นว่าการเล่าเรื่องแตกต่างจากการอธิบาย (description) โดยเฉพาะวรรณกรรมซึ่งเป็นตัวบท (text) ที่นำเสนอในรูปแบบของเรื่องเล่า นิทาน และตำนาน การเล่าเรื่องไม่ได้มีเป้าหมายที่จะให้รายละเอียดเพื่อให้เห็นความจริง แต่ต้องการที่จะสร้างพื้นที่สมมติที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของวาทกรรมเกี่ยวกับความจริง เพื่อโน้มนำให้เกิดกระบวนการที่จะเข้าใจความจริง เฉพาะช่วงเวลา เฉพาะบริบท ซึ่งถือว่าการเล่าเรื่องเป็นอุบาย (tactics) อย่างหนึ่งในการนำเสนอ “ชีวิตประจำวัน” ที่พรรณนากลุ่มสังคมที่ “ผู้เล่า” ไม่ได้ผูกขาดการเล่าเรื่อง หรือแยกตัวเองออกมาจากสิ่งที่พรรณนาถึง ในขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้เสียงอื่นๆ เล่าเรื่องด้วย การพยายามเล่าเรื่องของ “ชีวิตประจำวัน” เป็นแค่การเทียบเคียงหรือการคาดเดา สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่เนื้อเรื่อง แต่อยู่ที่ “วิธีการเล่าเรื่อง” ซึ่งไม่ใช่กระบวนการที่ต้องการข้อสรุปตายตัวว่า ชีวิตประจำวัน คือ อะไร แต่ต้องการตั้งคำถามกับกระบวนการผลิตความรู้เกี่ยวกับชีวิตประจำวัน จึงอาจกล่าวได้ว่า เดอ แซร์โต ใช้แนวคิดว่าด้วย “ชีวิตประจำวัน” เพื่อเป็นเครื่องมือในการถกเถียงเกี่ยวกับกระบวนการสร้างความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมประชานิยม เป็นการวิเคราะห์ความเป็นไปในสังคมร่วมสมัยที่เขามองว่า “วิธีการ” การวิเคราะห์ทางสังคมภายใต้ขนบแบบเดิมยังคับแคบภายใต้ข้อจำกัดทางทฤษฎี ไม่เปิดกว้างพอที่จะรองรับความหลากหลายของ “ชีวิตประจำวัน” ได้


บทส่งท้าย

                การวิเคราะห์เกี่ยวกับ “ชีวิตประจำวัน” ของ เดอ แซร์โต เป็นการกระตุ้นให้ตั้งคำถามถึงวิธีการสร้างความรู้เกี่ยวกับเรื่องราวของชีวิตประจำวัน ที่ไม่ใช่การหาข้อสรุปว่า ชีวิตประจำวัน คืออะไร แต่พยายามเปิดโอกาสให้ชีวิตประจำวันสื่อสารด้วยวิธีการเล่าเรื่อง เพื่อสร้างเงื่อนไขให้เกิดกระบวนการผลิตความรู้ต่อไปเรื่อยๆ ซึ่ง “ความรู้” เป็นเรื่องเฉพาะสถานการณ์ (circumstantial) เป็นผลผลิตของวงจรหรือเครือข่ายของความสัมพันธ์เฉพาะหน้า เฉพาะสถานการณ์ การวิเคราะห์จึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่ “ผู้กระทำ” (Subject) และหลีกเลี่ยงการมองความสัมพันธ์ของอำนาจแบบคู่ตรงข้าม (binary opposition) แต่ในการอธิบายความสัมพันธ์ของอำนาจในพื้นที่เมืองสมัยใหม่ เดอ แซร์โต มักพูดถึง “การผลิต” (production) กับ “การบริโภค” (consumption), ความสัมพันธ์ของอำนาจเชิง “ยุทธศาสตร์” (strategy) กับ “อุบาย” (tactic), การใช้ความแตกต่างระหว่าง “พื้นที่” (space) กับ “สถานที่” (place) ในประเด็นนี้ทำให้ เดอ แซร์โต ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า เขานำเสนอสิ่งที่ขัดแย้งกันเอง และไม่อาจก้าวข้ามการแบ่งแยกคู่ตรงข้ามที่ตายตัวระหว่าง “อำนาจ” กับ “การต่อต้าน” ได้ ซึ่งข้อวิจารณ์นี้หมายรวมไปถึงงานด้านวัฒนธรรมศึกษาที่นำแนวคิดเรื่อง “ชีวิตประจำวัน” ของ เดอ แซร์โต ไปใช้วิเคราะห์ความเป็นอื่นด้วย 
อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์ชีวิตประจำวันตามแนวคิดของ เดอ แซร์โต พยายามที่จะเชื่อมโยงความหมายของชีวิตประจำวันเข้ากับสถานการณ์ เฉพาะช่วงเวลา เฉพาะบริบท เพื่อให้สามารถอธิบายความสัมพันธ์ของอำนาจได้หลากหลายขึ้น ซึ่งเป็นวงจรความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่เชื่อมโยงและมีส่วนกำหนดความหมายซึ่งกันและกัน เช่นเดียวกับความสัมพันธ์ระหว่างการผลิตกับการบริโภค พื้นที่กับสถานที่ และคำคู่อื่นๆ ในความหมายของ เดอ แซร์โต อำนาจและการต่อต้าน ไม่ได้แยกออกจากกัน เขาปฏิเสธความคิดเรื่องความแปลกแยก และความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ตามแนวทางของมาร์กซ์ แต่เขาเชื่อว่า “ชีวิตประจำวัน” จะคงความเป็นอื่นที่อยู่เหนือกลไกการควบคุมของเหตุผล หรือการนิยามของวาทกรรม “ความเป็นอื่น” ไม่ได้ถูกกำหนดตายตัว สิ่งที่สำคัญ คือ การทำให้ความเป็นอื่นนี้ มีเสียง หรือมีที่ทางในการศึกษาวัฒนธรรม เมื่อนั้นการต่อรองความ สัมพันธ์ทางอำนาจจึงจะเกิดขึ้นได้ มิติทางการเมืองที่เกี่ยวกับชีวิตประจำวันในมุมมองของ เดอ แซร์โต คือ การเปิดโอกาสให้ชีวิตประจำวันได้แสดงศักยภาพที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเอง
ตามความคิดของ เดอ แซร์โต “ชีวิตประจำวัน” เป็นเครื่องมือเกี่ยวกับกระบวนการสร้างความรู้ในการศึกษาวัฒนธรรมประชานิยม ที่สื่อสารด้วยวิธีการเล่าเรื่อง เป็นวิธีการสร้างความรู้เกี่ยวกับเรื่องราวของชีวิตประจำวัน เพื่อวิเคราะห์ความเป็นไปในสังคมร่วมสมัย และสร้างกระบวนการผลิตความรู้ที่ต่อเนื่องต่อไป


บรรณานุกรม

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชาทฤษฎีสังคม (สห. 826) โครงการปริญญาเอกสหวิทยาการ วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภาคการศึกษาที่ 2/2552 

สันต์ สุวัจฉราภินันท์. (2552). รัฐศาสตร์สาร, รัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ 60 ปี / รัฐศาสตร์สาร 30 ปี (เล่ม 2). กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. น. 88-137.
สุธาริน คูณผล. (2550). รัฐศาสตร์สาร, ปีที่ 28 ฉบับที่ 2. กรุงเทพฯ : คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. น. 113-146.
Rendall, Steven. (trans.). de Certeau, Michel. (1984). The Practice of Everyday Life. Berkeley, CA: University of California Press.
website: Dissertation on Abstract Online available at http://www.jstor.org


[1] de Certeau, Michel. (1984). The Practice of Everyday Life. Berkeley, CA: University of California Press. Preface.
[2] สุธาริน คูณผล. (2550). รัฐศาสตร์สาร, ปีที่ 28 ฉบับที่ 2. กรุงเทพฯ : คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. น. 125-126.
[3] “It is an anonymous and referential knowledge, a mere condition of possibility for technical and learned practices.”

วันจันทร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ยุคสมัยใหม่กับสุญนิยม: เสรีภาพและอัตลักษณ์ของปัจเจกชน

อัญชลิตา สุวรรณะชฎ



แนวคิดสมัยใหม่ (Modernity) เป็นผลสืบเนื่องมาจากยุคแห่งภูมิปัญญา (Enlightenment) และการปฏิวัติโครงสร้างทางวิทยาศาสตร์ ในศตวรรษที่ 18 ซึ่งทำให้เกิดวิวัฒนาการของวิชาการสมัยใหม่ เป็นยุคที่นักคิดนักเขียนในยุโรปเริ่มตั้งข้อสงสัยต่อศาสนจักร ไม่เชื่อถือต่ออำนาจแบบประเพณีนิยม และต่อต้านการใช้สิทธิอำนาจแบบเด็ดขาด (anti-authoritarian) ผู้ที่มีการศึกษาได้เปิดโลกทัศน์อย่างกว้างไกล และเคารพในเหตุผล โดยเห็นว่าเหตุผลเป็นเครื่องนำทางและบ่งชี้ถึงคุณสมบัติของมนุษย์ กล่าวได้ว่า เป็นยุคของการก่อเกิดแนวคิดแบบเสรีนิยม

ขณะเดียวกันแนวคิดการปฏิเสธต่อการมีอยู่ของหลักความรู้และหลักความจริง โดยมีความเชื่อที่ว่าสถาบันทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม จะต้องถูกทำลายเพื่อให้เกิดสถาบันใหม่ขึ้นมานั้น เนื่องมาจากการวิพากษ์วัฒนธรรมมวลชน ของ เฟรดเดอริค นิทเช่ (Friedrich Nietzsche) ที่ถือเป็นผู้ริเริ่มยุคสมัยใหม่ (Modernism) โดยนำเสนอแนวคิดว่าด้วยเรื่องสุญนิยมหรือความว่างเปล่า (Nihilism)

ยุคสมัยใหม่กับสุญนิยม

ยุคสมัยใหม่ (Modernism) คือ ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 มีลักษณะสังคมที่ควบคุมบังคับยาก หรืออาจเรียกว่าเป็นสังคมแบบเสี่ยงภัย (risk society) ยกตัวอย่างเช่น มีการสร้างระเบิดนิวเคลียร์ เมื่อต้นศตวรรษที่ 20 ปัญญาชนของสำนัก Frankfurt School ได้ใช้ทฤษฎี “Critical Theory” วิพากษ์ลัทธิทุนนิยมอุตสาหกรรมแห่งโลกสมัยใหม่ว่า “ในความรู้สึกโดยทั่วไปเกี่ยวกับความคิดที่ก้าวหน้าส่วนใหญ่ ยุค Enlightenment มักจะมีเป้าหมายอยู่ที่การปลดปล่อยมนุษย์ให้เป็นอิสระจากความหวาดกลัวและได้สถาปนาอำนาจอธิปไตยของพวกเขาขึ้นมา กระนั้นก็ตาม โลกที่ถูกทำให้สว่างหรือตื่นขึ้นมาอย่างเต็มที่ (fully enlightened earth) จะแผ่รังสีความหายนะออกมาในลักษณะของผู้มีชัยชนะ... สิ่งที่มนุษย์ต้องการเรียนรู้จากธรรมชาติก็คือ จะใช้มันอย่างไร เพื่อที่จะครอบงำธรรมชาติและมนุษย์คนอื่นๆ เอาไว้ได้ทั้งหมด โดยปราศจากความเมตตาสงสาร”

คำว่า “Modern” หรือ “สมัยใหม่” หมายถึง ความใหม่ ความร่วมยุคร่วมสมัย ในทางศิลปะสำหรับผู้สร้างงานศิลปะล้วนแล้วแต่ “ใหม่ (modern)” เสมอ ไม่ว่าจะเป็นยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ (Renaissance) ในฟลอเรนซ์ หรือในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ในนิวยอร์ค หรือศิลปะที่เขียนขึ้นในวันนี้ ตามรูปแบบของศิลปะคริสต์ศตวรรษที่ 15 ก็ยัง “ใหม่ (modern)” ในความหมายนี้ หรืออีกนัยหนึ่ง “สมัยใหม่” ก็คือ สิ่งที่ไม่เก่า สิ่งที่ตรงกันข้ามกับ “เก่า” หรือ “ประเพณี”

ประมาณปี ค.ศ. 1860 - 1970 คำว่า “สมัยใหม่” ถูกใช้อธิบายรูปแบบและอุดมคติหรืออุดมการณ์ในการสร้างสรรค์ศิลปะสมัยนั้น ลักษณะสำคัญของ “ศิลปะสมัยใหม่” (Modern Art) และ “ลัทธิสมัยใหม่” (Modernism) คือ ทัศนคติใหม่ๆ ที่มีต่ออดีตและอนาคต ซึ่งเป็นไปแบบสุดขั้ว โดยเริ่มต้นมาตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 18 ศิลปินเริ่มที่จะให้การยอมรับการเขียนภาพ “เหตุการณ์ปัจจุบัน-ร่วมสมัย” ว่ามีคุณค่าทางศิลปะเท่าเทียมกับภาพเขียนเรื่องราวในอดีตตั้งแต่ยุคโบราณ หรือยุคประวัติศาสตร์จากคัมภีร์ไบเบิล การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองขนานใหญ่ทั่วยุโรปในปี ค.ศ. 1848 ประกอบกับการอ่อนแรงของศิลปะแบบทางการ หรือศิลปะตามหลักวิชา (academic art) ทำให้กระแสศิลปะสมัยใหม่เติบโตอย่างรวดเร็ว

ส่วนคำว่า “สุญนิยม” (Nihilism) มาจากคำว่า “Nihil” ภาษาลาติน แปลว่า ความว่างเปล่า โดย นิทเช่ เสนอให้เห็นถึงความตกต่ำและเสื่อมถอยของอารยธรรมตะวันตกในแง่อภิปรัชญา ญาณวิทยา ศีลธรรม การเมืองสมัยใหม่ ส่งผลต่อจิตวิญญาณของมนุษย์ เป็นการเดินทางไปสู่สุญนิยม คือ การมองว่าโลกนี้สิ้นหวัง ภาวะสมัยใหม่ให้ความสำคัญต่อความเป็นเหตุผลนิยม (rationalism) วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ความเชื่อมั่นในความก้าวหน้าของสังคมและมนุษยชาติ พระเจ้าตายแล้ว (God is dead) วัฒนธรรมของชนชั้นกลาง การเมืองสมัยใหม่ และความเหลื่อมล้ำทางสถานะระหว่างชนชั้นสูงกับชนชั้นต่ำ ทำให้มนุษย์ต้องเผชิญหน้ากับสภาพแห่งความว่างเปล่า ปราศจากความหมาย ไร้คุณค่า สิ้นหวัง เหนื่อยล้า และไม่ยินดียินร้ายต่อความเชื่อ อุดมการณ์ คุณค่าที่เคยยึดถือ ดังนั้น มนุษย์จึงสรุปว่า ไม่มีสิ่งใดถูกต้อง ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปได้ นิทเช่ แบ่งช่วงการเปลี่ยนผ่านออกเป็น 3 ช่วง คือ ช่วงแรก จากสังคมก่อนศีลธรรม-สู่ศีลธรรม (500 ปี ก่อนคริสตกาล) ช่วงที่สอง การเกิดคริสต์ศาสนา ช่วงที่สาม พระเจ้าตายแล้ว (สมัยใหม่หรือสมัยปัจจุบัน) การหาทางออกจากสุญนิยม ต้องปฏิเสธคุณค่าเดิม ประเมินคุณค่าใหม่ (revaluation of all values) และตีความ (interpretation) มีความรักในชีวิต ผู้ที่ทำเช่นนี้ได้ คือ อภิชน (superman)


เจอร์เก้น ฮาเบอร์มาส (Jurgen Habermas) นักคิดชาวเยอรมันสำนัก Frankfurt School มีทัศนะต่อ Modernity ว่าเป็นรอยต่อระหว่างความเก่ากับความใหม่ (an unfurnished project) เป็นสุนทรียทางปัญญา วัฒนธรรมสมัยใหม่และสังคมสมัยใหม่ เป็นผลสืบเนื่องมาจากยุคแห่งภูมิปัญญา แนวคิดแบบคานท์ (Kant) ที่เห็นว่าสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นภายในจิตใจของเราเองและจริยธรรมมีรากฐานอยู่บนการนับถือซึ่งกันและกันของมนุษย์ กลลวงและทางเลือกทางวัฒนธรรม ลัทธิอนุรักษ์นิยมที่เพิ่งเริ่มต้น ลัทธิอนุรักษ์นิยมแบบเก่า และลัทธิอนุรักษ์นิยมแบบใหม่
โดยสรุปตามแนวคิดของ ฮาเบอร์มาส ที่ใช้ทฤษฎีวิพากษ์ (Critical Theory) โดยใช้หลักเหตุผล ในยุคสมัยใหม่การแลกเปลี่ยนความคิดโดยเสรีและการวิพากษ์เป็นกระบวนการที่ก่อให้เกิดความรู้ ควรวิพากษ์การใช้ความเป็นเหตุเป็นผลแทนวิธีแสวงหาความรู้แบบวิทยาศาสตร์และหลักความเป็นเหตุเป็นผล (rationality) ในสังคมทุนนิยม มนุษย์ประสงค์ที่จะปลดปล่อยตัวเองจากความบิดเบือนหรือพันธนาการของการสื่อสารในระดับปัจเจก สนใจเชิงปรัชญาและการทำความเข้าใจนำไปสู่การศึกษาจิตวิเคราะห์ ภาษาจึงเป็นเรื่องของการตีความ ส่วน นิทเช่ ต้องการที่จะก้าวเลยไปจากความเป็นสมัยใหม่ เพื่อแบบฉบับของวัฒนธรรมและสังคมที่พิเศษและเหนือกว่า ซึ่งจะสร้างสรรค์ความเป็นปัจเจกให้เข้มแข็ง และมีพัฒนาการที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

เสรีภาพและอัตลักษณ์ของปัจเจกชน

ตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 แนวคิดแบบเสรีนิยมและสุญนิยมในยุคสมัยใหม่นำมาซึ่งเสรีภาพและอัตลักษณ์ของปัจเจกชน เป็นจุดเริ่มต้นของศิลปินสมัยใหม่ พวกอิมเพรสชันนิสต์ (Impressionist) และ โพสต์-อิมเพรสชันนิสต์ (Post-Impressionist) ปฏิเสธการเขียนภาพเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และไม่สนใจขนบของการเขียนภาพให้เหมือนจริงที่สุด ซึ่งพัฒนามาตั้งแต่ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ “ความใหม่” คือ สิ่งที่ศิลปินสมัยใหม่ให้ความสำคัญ ทัศนคติแบบนี้จะปรากฏให้เห็นในแนวคิด “อาวองท์-การ์ด” (avant-garde) ศิลปินอาวองท์-การ์ด หรือศิลปินหัวก้าวหน้า ได้กลายเป็นพวกที่ล้ำยุคล้ำสมัยของสังคม ถึงแม้ว่าความก้าวล้ำแซงหน้าจะได้รับการยอมรับโดยทั่วไป แต่การที่ศิลปินอิสระจนหลุดพ้นไปจากกรอบของยุคสมัย ทำให้บางครั้งถูกปฏิเสธจากนักประวัติ ศาสตร์ศิลป์ ศาสนจักร รัฐ และขุนนาง ที่เคยเป็นผู้อุปถัมภ์ศิลปะในอดีตถูกลดบทบาทลงไปอย่างมาก เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ลัทธิสมัยใหม่พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว เพราะศิลปินสมัยใหม่จะมีอิสระ เสรีที่จะคิดและทำศิลปะที่แตกต่างไปจากอดีต เพราะต้องทำตามความชอบของผู้ว่าจ้าง นอกจากนี้การค้าขายศิลปะตามระบบทุนนิยม ก็ยังเป็นตัวกระตุ้นให้ศิลปินทำการทดลองสิ่งที่แปลกใหม่ คำว่า “ศิลปะเพื่อศิลปะ” เริ่มแพร่หลายในต้นศตวรรษที่ 20 สามารถใช้อธิบายงานศิลป์ที่เกิดจากความคิดส่วนตัวของศิลปินที่มีความเป็นปัจเจกสูง โดยไม่ต้องการการอ้างอิงถึงประเด็นทางสังคมและศาสนา สังคมตะวันตกได้เปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบอุตสาหกรรม ความเป็นเมืองใหญ่แบบมหานคร และการเป็นสังคมแบบวัตถุนิยม ศิลปินสมัยใหม่ได้ท้าทายรสนิยมของชนชั้นกลาง โดยสรรหาเรื่องราว ประเด็นและรูปแบบใหม่ๆ ที่แปลกแตกต่างไปจากระเบียบแบบแผนดั้งเดิมมานำเสนอ งานศิลปะสมัยใหม่จะมีแนวเนื้อหาและการแสดงออกที่แตกต่างกัน เช่น แนวเนื้อหาเกี่ยวกับการเฉลิมฉลองเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ (แสดงออกในงานศิลปะแบบ Futurism และ Constructivism ในสหภาพโซเวียต) การค้นหาจิตวิญญาณ (ศิลปะแบบ Symbolism ในยุโรปและสหรัฐอเมริกา) และความสนใจในศิลปะของคนป่า (Primitivism) ปรากฏชัดในงาน Cubism ของ โพสต์-อิมเพรสชันนิสม์ และ German Expressionism

ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ประมาณปี ค.ศ. 1916 - 1922 ศิลปะสกุล Dada เริ่มเกิดขึ้นในเมืองซูริค สวิตเซอร์แลนด์ เป็นแนวคิดแบบ anti-arts หรือศิลปะเพื่อการต่อต้านศิลปะ กล่าวคือ ใช้ศิลปะเป็นสื่อทำให้มนุษย์ได้มองเห็นความโหดเหี้ยมทารุณ ความบ้าคลั่ง และอิทธิพลของเทคโนโลยีและเครื่องจักรกลสมัยใหม่ ศิลปินมีหน้าที่สะท้อนโลกที่ไร้เหตุผล โลกที่บ้าคลั่ง โกรธแค้น เมื่อศิลปะ Abstract หลุดพ้นจากข้อผูกพันกับธรรมชาติ สามารถดำรงอยู่และสร้างสุนทรียภาพได้ด้วยตัวเอง จึงเป็นการตอกย้ำปรัชญาสุญนิยมของ นิทเช่ ที่มองว่าไม่มีพื้นฐานสากลใดๆ สำหรับความจริง ความดี หรือความงาม


วัฒนธรรมที่เปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดเจนในศตวรรษที่ 20 นอกจากงานศิลปะแล้ว ยังมีรายการโทรทัศน์ รูปแบบ sitcom ที่แสดงอารมณ์ขันแบบเหน็บแนมประชดประชัน ดนตรีพังก์ (punk) ในอังกฤษ วงแร็พ (gangsta rap) ตามถนน ดนตรี ป๊อบ-ร็อค (Pop-Rock) ในอเมริกา เกิดวิวัฒนาการของวัฒนธรรมดนตรี การปฏิวัติวิถีชีวิตของคนหนุ่มสาวและวัยรุ่นแบบต่างๆ ขยายไปทั่วโลก เช่น การแต่งตัว มารยาทประเพณี เพศสัมพันธ์ ค่านิยมในเรื่องครอบครัว การศึกษา และการทำงาน เกิดขบวนการฮิปปี้ การขบถต่อกรอบระเบียบแบบแผนดั้งเดิมเช่นนี้ ส่งผลให้วัฒนธรรมประชานิยมขยายตัวกว้างขวางยิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น Nikki นักดนตรีฮาร์ดร็อก ชาวอเมริกัน มือเบส วง Mötley Crüe ศิลปินที่เป็นเสรีชนสุดขั้วในยุคสมัยใหม่ ที่ตัดสินใจออกจากบ้านตั้งแต่อายุ 14 ปี เพื่อค้นหาจิตวิญญาณตนเอง ชีวิตมีแต่ดนตรี เหล้า ยา และเซ็กซ์ แต่กลับประสบความสำเร็จในชีวิตการแสดงบนเวที ไม่มีใครเคยสนใจว่าชีวิตส่วนตัวของเขาจะเป็นอย่างไร และเขาได้ถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตเป็นตัวหนังสือเรื่อง The Mötley House สิ่งที่เขายึดมั่นในชีวิตมีเพียงอย่างเดียว คือ กีตาร์ เขาใช้ดนตรีเป็นสื่อในการถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกของตัวเอง เช่น การถูกปฏิเสธจากพ่อว่าไม่มีลูกชาย ความรู้สึกคับแค้นถูกถ่ายทอดออกมาเป็นบทเพลงในการแสดงดนตรีคืนนั้น โดยเขาเขียนคำร้องว่า พ่อถูกเขาฆ่าตายแล้วด้วยเสียงเพลง

อาจกล่าวได้ว่า ยุคสมัยใหม่ เป็นยุคที่ปัจเจกชนโดยเฉพาะศิลปินมีเสรีภาพมาก สามารถแสดงความเป็นตัวตนได้อย่างอิสระ มีการนำเทคโนโลยีวัสดุอุปกรณ์แบบใหม่ รวมถึงเครื่องจักรกลเข้ามาใช้ในการสร้างสรรค์งานมากขึ้น การบริโภคหรือการสนับสนุนงานศิลปะไม่จำกัดอยู่ที่ ชนชั้นสูง ขุนนาง หรือผู้ร่ำรวยเท่านั้น แต่ยังตอบสนองต่อประชาชนทั่วไปอีกด้วย นอกจากนี้ ไม่เพียงแต่รูปแบบศิลปะที่หลากหลายเท่านั้น งานศิลปะรูปแบบดั้งเดิมก็ยังได้รับความนิยม และ สืบทอดต่อกันมาจนถึงสมัยปัจจุบัน ขณะเดียวกันปัจเจกชนเหล่านี้ปฏิเสธต่อการมีอยู่ของหลักความรู้และหลักความจริง ปฏิเสธเรื่องเกี่ยวกับชีวิตของวัฒนธรรมสมัยใหม่ ตามแนวคิดของ นิทเช่ ว่าด้วยเรื่องสุญนิยมหรือความว่างเปล่า (Nihilism) อย่างแท้จริง

บทส่งท้าย


ยุคสมัยใหม่ในศตวรรษที่ 19 - 20 การปฏิวัติอุตสาหกรรมได้เปลี่ยนโลกตะวันตกจากสังคมเกษตรกรรมไปสู่สังคมอุตสาหกรรมเต็มรูปแบบ ประชาชนทิ้งไร้ทิ้งนาเข้ามาสู่เมือง ทำงานในโรงงาน ขณะเดียวกันโรงงานก็พยายามเปลี่ยนจากแรงงานคนมาเป็นเทคโนโลยีแทน ระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่เกิดขึ้น เพื่อตอบสนองกับสังคมอุตสาหกรรม จนเกิดเป็นระบบทุนนิยมไปในที่สุด ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ทำให้เกิดตลาดเสรีการค้า การแลกเปลี่ยน มีนายทุนไม่กี่คนที่ได้กำไรมหาศาล ในขณะที่คนงานต้องทำงานหนักเพื่อแลกเปลี่ยนกับเงินเดือนเพียงเล็กน้อย เกิดการข่มขี่เอารัดเอาเปรียบทางชนชั้น เกิดการประท้วงและจัดตั้งเป็นขบวนการทางสังคม (Social Movement) ต่อสู้กับลัทธินายทุนและล้มล้างระบบลง การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในรอยต่อของยุคสมัยใหม่นี้ ก็คือ การเกิดคำว่า “มาตรฐาน” (Standardization) ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดในการ “วัดคุณค่า” ทั้งการผลิตและการบริโภค ไม่ว่าจะเป็นการผลิตให้ได้มาตรฐาน ซึ่งหมายถึงของทุกชิ้นที่ออกมาสู่ตลาด ต้องมีคุณภาพที่ดีเหมือนกันทั้งหมด มาจากมาตรฐานเดียวกัน การได้มาซึ่งมาตรฐานย่อมหมายถึง การได้มาซึ่งชื่อเสียง เงินทอง อำนาจในการต่อรอง การได้เปรียบทางการค้า อย่างไรก็ดี การเกิดขึ้นของชนชั้นทางสังคม ก็ถูกกำหนดขึ้นจากมาตรฐานตัวเช่นเดียวกัน การสร้างภาพให้ผู้คนพยายามที่จะสามารถครอบครองความมีมาตรฐาน เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สบายขึ้น เป็นการเลื่อนขั้นทางสังคมอย่างหนึ่ง ซึ่งยุคสมัยใหม่ได้สัญญาเอาไว้กับมนุษย์ ขณะเดียวกันการสร้างมาตรฐานก็กลายมาเป็นการสร้างกรอบหรือระเบียบปฏิบัติต่อสังคม เพื่อให้ดำเนินไปด้วยดีอย่างเป็นปกติ


ธีโอดอร์ อะดอร์โน (Theodor Adorno) ได้วิเคราะห์ศิลปะในสังคมทุนนิยมว่าเป็นการผลิตแบบอุตสาหกรรม ผลิตจำนวนมากเพื่อการบริโภคของคนจำนวนมาก ศิลปะแบบนี้จึงต้องมีลักษณะง่ายต่อความเข้าใจ ไม่ซับซ้อน เป็นการทำศิลปะให้เป็นสินค้าเชิงพาณิชย์ (commercialization of arts) เรียกว่า ศิลปะโหล (mass culture) ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมทางสังคม (social cement) ให้กับระบบสังคมทุนนิยมอีกทอดหนึ่ง ซึ่ง นิทเช่ ก็สนับสนุนความคิดนี้โดยประกาศว่า “No artist tolerates reality” ไม่มีศิลปินคนไหนยอมทนต่อความเป็นจริง ศิลปินไม่ได้บอกความจริง แต่ทำให้ความคิดของเขาเป็นจริงในผลงานของเขา เพราะฉะนั้นเขาไม่ต้องสนใจความจริง เพราะความจริงที่มีพื้นฐานอยู่บนความเป็นเหตุเป็นผลเป็นสิ่งที่ศิลปินไม่ยอมรับ


บรรณานุกรม

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชาทฤษฎีสังคม (สห. 826) โครงการปริญญาเอกสหวิทยาการ วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภาคการศึกษาที่ 2/2552 ซึ่ง รศ.ดร. มนตรี เจนวิทย์การ ได้พาผู้เขียนเข้าสู่โลกสมัยใหม่ ขอกราบขอบพระคุณมา ณ ที่นี้

มงคล นาฏกระสูตร. เอกสารการบรรยาย ทฤษฎีทางสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา. http://www.learners.in.th/file/drwattana
สุภางค์ จันทวานิช. (2552). ทฤษฎีสังคมวิทยา. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
Maurizio Passerin d’Entrèves and Seyla Benhabib. (1996). Habermas and The Unfurnished Project of Modernity. Cambridge: The MIT Press.
http://www.en.wikipedia.org/wiki/Nihilism
http://www.midnightuniv.org/datamid2002/newpage4.html
http://www.thapra.lib.su.ac.th/objects/thesis/fulltext/thapra/Chutchon_Sengma/Chapter2.pdf
http://www.utm.edu/research/iep/n/nihilism.html

วันเสาร์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2554

@ วันเด็ก


๏ วันเด็กเด็กได้อะไรบ้าง 
นอกไปจากแบบอย่างผู้ใหญ่ให้ 
นอกจากความสนุกสนานเบิกบานใจ 
นอกจากความเอาใจใส่ในวันนี้ 

๏ เด็กต้องการความรักจากทุกคน 
อยากทำตนให้ประจักษ์มีศักดิ์ศรี 
เด็กต้องการความรู้ชูชีวี 
เด็กอยากมีความสุขทุกทุกวัน
 

๏ อยากให้วันทุกวันเป็นวันเด็ก 
ดอกไม้เล็กเล็กจะเฉิดฉัน 
ความดีความงามความสำคัญ 
ใครจะปลูกใครจะปั้นลูกหลานเรา 



๏ หนึ่งครอบครัวสองสถานการศึกษา 
สามสังคมโลกาอันผ่าเหล่า 
ให้ยึดค่านิยมใหม่งมงายเงา 
คือ "ตามเขาแล้วเก่ง-คิดเองเชย" 

๏ ขอวันเด็กเด็กวอนสอนผู้ใหญ่ 
ว่าคำขวัญนั้นมิใช่คำเฉลย 
แท้คือคำถามกลับ...นับได้เลย 
ผู้ใหญ่เอ๋ย เคยดี...สักกี่คน 
.................... 

เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ 
พฤ.๖/๑/๕๔

วันพุธที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2554

โครงสร้างและการตีความ

 
อัญชลิตา สุวรรณะชฎ

“Structure and Hermeneutics”[1] เป็นงานเขียนชิ้นหนึ่งในหนังสือ Conflict of Interpretation (1974) ซึ่ง Kathleen McLaughlin แปลจากต้นฉบับที่ Paul Ricoeur เสนอในการประชุมนักปรัชญานานาชาติ ที่กรุงโรม เมื่อปี ค.ศ. 1963 ในหัวข้อการตีความและประเพณี ริเกอร์ เห็นว่า การตีความมีประวัติศาสตร์และประวัติศาสตร์เป็นส่วนหนึ่งของประเพณีที่ยังดำรงอยู่ เพราะประเพณีที่ตายแล้วย่อมไม่มีการตีความสืบต่อมา มรดกทางวัฒนธรรมที่สืบต่อมาไม่ใช่การส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น แต่เป็นสมบัติที่เราแบ่งปันกันคนละเล็กละน้อยและปฏิบัติให้มากเพื่อเติมเต็มให้สมบูรณ์ ประเพณีมีชีวิตอยู่ได้โดยการตีความให้งดงามและมีราคาอย่างต่อเนื่อง ริเกอร์ได้ตั้งคำถามเกี่ยวกับความเชื่อมโยงของ 2 สภาวะที่พร่ามัวและมีอยู่ชั่วขณะหนึ่ง (temporalities) คือ การตีความอย่างไรที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในการทำงานของประเพณี? ทำไมประเพณีมีชีวิตอยู่เพียงช่วงเวลาหนึ่งและนำไปสู่การทำงานของการตีความ? และมองหาสภาวะที่มีอยู่ชั่วคราวอย่างที่ 3 คือ ช่วงเวลาการทำงานของความหมายโดยตัวมันเอง เช่น ความหมายที่ลึกซึ้งที่ถูกจารึกในการเติมเต็มความหมาย ซึ่งควรจะทำโดยการตีความ 2 สภาวะที่มีอยู่ชั่วคราวนี้ ซึ่งช่วงเวลาของความหมายต้องฝ่าฟันกับสภาวะการส่งต่อและการทำใหม่

ริเกอร์มีสมมติฐานว่า การกล่าวถึงเวลากับการประกอบความหมาย ที่เรียกว่า “สัญลักษณ์” (symbol) ประกอบขึ้นจากมุมมองการตีความจากความหมายหนึ่งโดยความหมายของการให้ความหมายหนึ่ง ในเบื้องต้นโดยความหมายตามตัวอักษร เกี่ยวกับวิสัยโลก การให้ความหมายทางกายภาพอ้างอิงย้อนหลังโดยเปรียบเทียบ สิ่งที่เกี่ยวกับจิตใจ เกี่ยวกับการดำรงชีวิตของมนุษย์ ความหมายเกี่ยวกับปรัชญาว่าด้วยความเป็นอยู่ของมนุษย์ ซึ่งไม่มีทางที่จะระบุได้โดยตรง สัญลักษณ์จึงเชื้อเชิญให้เราตีความ ปัญหาในวันนี้ ก็คือ การวิเคราะห์เกี่ยวกับความหมายโดยดึงความหมายออกมาจากสภาวะที่พร่ามัว

การศึกษาการทำงานของสัญลักษณ์ไม่ใช่การทำงานของตำนานหรือนิยายปรัมปรา เพราะมันเป็นเพียงสิ่งที่อยู่รองลงไปภายใต้สัญลักษณ์ ประการแรก คือ ตำนานหรือนิยายปรัมปราเป็นรูปแบบของเรื่องเล่า ประการที่สอง ความสัมพันธ์ของตำนานหรือนิยายปรัมปราและความซับซ้อนของสถาบันทางสังคม มันถูกจัดไว้ในเครือข่ายทางสังคมที่ขึ้นอยู่กับหมุดหมายของสัญลักษณ์ในการละเล่น ตามความคิดของริเกอร์หน้าที่ทางสังคมของตำนานหรือนิยายปรัมปราทำให้ลดทอนการเติมเต็มความหมายของมาตรฐานสัญลักษณ์ ซึ่งกลุ่มที่แตกต่างไปจากจินตนาการที่แต่งขึ้นมาสามารถใช้ได้ในบริบททางสังคมอื่นอีก ประการสุดท้าย การจัดระเบียบความหมายตามตัวอักษรของตำนานหรือนิยายปรัมปรามีนัยยะของการเริ่มต้นของการอธิบายด้วยหลักเหตุผล ซึ่งเป็นข้อจำกัดของการแสดงอำนาจของมาตรฐานสัญลักษณ์

งานชิ้นนี้เริ่มต้นที่นักโครงสร้างนิยม ได้แก่ โคลด เลวี-สโทรส นักมานุษยวิทยาโครงสร้าง ในงานเขียนเรื่อง The Savage Mind เขาศึกษาระบบคิดของคนพื้นเมืองโบราณที่ยังไม่มีภาษา ซึ่งดูเป็นหลักการที่เหลวไหลที่ทำให้ตกหลุมพรางของเรื่องราวที่แท้จริง นักโครงสร้างนิยมต้องปฏิบัติราวกับว่าคำอธิบายหนึ่งมีข้อจำกัดและขยายออกโดยลำดับ การติดตามแนวทางของปัญหาด้วยตัวของมันเอง ซึ่งริเกอร์ขอฉวยโอกาสจังหวะของการขยายออกที่เริ่มจากแกนที่ไม่สามารถจะโต้แย้งได้



1. รูปแบบทางภาษา

เริ่มจากความคิดของ เฟอร์ดินันด์ เดอ โซซูร์ และหนังสือเล่มเล็กๆ ของเขาที่มีชื่อว่า Course in General Linguistics และการแนะแนวทางศึกษาเกี่ยวกับหน่วยพื้นฐานของเสียงของ Trubetskov ประการแรก แยกภาษาพูดออกจากระบบ เนื่องจากภาษานำแสดงตัวเองเช่นเดียวกับระบบสัญญะ (signs) โซซูร์เห็นว่าภาษาที่เกิดขึ้นในเวลาเดียวกันเป็นความสัมพันธ์ระหว่างส่วนประกอบเรื่องราวที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ประการสุดท้าย ถึงแม้ว่ามันเข้าใจได้ในระบบ นั่นก็โดยการรับจากกฎเกณฑ์ที่เห็นอยู่เป็นประจำ

ริเกอร์ไม่ได้ต้องการวิพากษ์โครงสร้างนิยม แต่เสนอกฎของภาษาที่แสดงถึงระดับที่ไร้จิตสำนึกชั่วขณะและความรู้สึกที่ไม่กระทบ ไม่เกี่ยวข้องกับความเป็นมาของจิต ไม่ใช่การทำความเข้าใจวงจรการตีความ (hermeneutic circle) ไม่มีค่าทางประวัติศาสตร์ที่แท้จริง ความสัมพันธ์เป็นอัตวิสัยไม่ได้ขึ้นอยู่กับผู้สังเกต นี่คือเหตุผลว่าทำไมมานุษยวิทยาโครงสร้างจึงเป็นศาสตร์ไม่ใช่ปรัชญา


2. การสับเปลี่ยนตำแหน่งหน้าที่กันของรูปแบบภาษาในมานุษยวิทยาเชิงโครงสร้าง

ระบบเครือญาติของ เลวี-สโทรส กับระบบหน่วยพื้นฐานของเสียงสถาปนาขึ้นที่ระดับที่จิตไร้สำนึกชั่วขณะ มันเป็นมากกว่าระบบที่เป็นคู่ตรงข้ามและลำดับชั้นในการให้ความหมายแต่เพียงอย่างเดียว (พ่อ-ลูกชาย, แม่ยายและลูกสะใภ้, สามี-ภรรยา พี่ชาย-น้องสาว) นี่เป็นระบบซึ่งทั้งหมดมาจากมุมมองที่เกี่ยวข้องกับภาษาที่เกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน เป็นระบบประกอบสร้างที่ปราศจากความเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ ถึงแม้จะมีมุมมองทางโครงสร้างที่เกี่ยวเนื่องกับการสืบสายเครือญาติ ระบบเครือญาติจึงเป็นภาษาอย่างหนึ่ง แต่ไม่ใช่ภาษาสากล เป็นความคิดเกี่ยวกับรหัสซึ่งต้องมีการทำความเข้าใจระหว่างความรู้สึกที่สื่อสารกันอย่างเป็นทางการระหว่างโครงสร้างเฉพาะและความรู้สึกของโครงสร้างการสืบต่อกัน นี่คือการทำความเข้าใจหน้าที่เชิงสัญลักษณ์ที่ไม่สามารถพูดได้ว่าขึ้นอยู่กับผู้ปฏิบัติตาม

ปัญหาของริเกอร์ก็คือ อะไรที่มาแทนที่ทฤษฎีทั่วไปของความสัมพันธ์ในความหมายของทฤษฎีทั่วไป? ในเรื่องของศิลปและศาสนา อะไรทำให้คนเข้าใจเมื่อคนหนึ่งเข้าใจโครงสร้าง? และการทำความเข้าใจโครงสร้างอย่างไรที่สร้างความเข้าใจการตีความที่นำไปสู่เป้าหมายที่บ่งชี้ไว้? เราควรทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างวิวัฒนาการของภาษาและเหตุการณ์และความเคลื่อนไหวตามลำดับเวลา


3. The Savage Mind[2]

เลวี-สโทรส ศึกษาระบบคิดของคนพื้นเมืองโบราณที่ยังไม่มีภาษา โดยใช้วิธีการหาความรู้แบบโครงสร้างนิยม เพื่อศึกษาระบบคิดของมนุษย์ โดยเสนอข้อถกเถียงว่า สรรพสิ่งต่างๆ ที่ดำรงอยู่ต่างต้องมีโครงสร้างชุดหนึ่งกำกับให้เป็นอย่างที่เป็นอยู่ มิฉะนั้นก็ไม่อาจดำรงอยู่อย่างที่เป็นอยู่ได้ รวมทั้งวิธีคิด “โครงสร้าง” ในความหมายของ เลวี-สโทรส คือ ระบบของความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยง ร้อยรัด หรือตรึงสรรพสิ่งให้อยู่ด้วยกันอย่างที่เป็นอยู่ ความหมายของการกระทำ ของปรากฏการณ์ ของเหตุการณ์ต่างๆ จึงไม่ได้ดำรงอยู่ที่ตัวสิ่งเหล่านี้ แต่อยู่ที่โครงสร้างที่เป็นตัวกำหนดความสัมพันธ์ของสิ่งเหล่านี้กับสิ่งอื่นๆ ภายใต้ระบบเดียวกัน[3] วิธีการหาความรู้แบบโครงสร้างนิยม เป็นการศึกษาเพื่อหาความหมายในระดับลึกของจิตไร้สำนึกที่ซึมลึกอยู่ในระบบคิด ระบบการรับรู้ของเรา ลึกจนถึงขนาดที่ลากองเห็นว่าเป็นระดับที่เราไม่สามารถสื่อสาร พูดคุยกับจิตไร้สำนึกของตัวเราเองได้เลย เพราะจิตไร้สำนึกทำงานแบบเดียวกับระบบของภาษา ซึ่งเราไม่เข้าใจแต่ก็สามารถใช้ภาษาได้ นั่นคือ สิ่งที่ เลวี-สโทรส ศึกษา ได้แก่ วัฒนธรรม พิธีกรรม และระบบคิดของคนพื้นเมืองโบราณในฐานะภาษาแบบหนึ่ง[4]


4. ขีดจำกัดของทฤษฎีโครงสร้าง?
 
ความแตกต่างที่สำคัญประการหนึ่งระหว่างโครงสร้างนิยมกับการตีความ คือ โครงสร้างนิยมไม่เชื่อในเรื่องการตีความ แต่มองว่าความหมายเป็นเรื่องของโครงสร้าง ระเบียบ กฎเกณฑ์ หรือรหัสชุดหนึ่งที่ทำให้เกิดความหมายอย่างที่เป็นอยู่ ริเกอร์ต้องการเปิดเผยให้เห็นว่าเครื่องมือที่จะทำความเข้าใจจิตไร้สำนึก คือ การตีความ ซึ่งการพูดเป็นอัตวิสัยหนึ่งที่สามารถนำไปสู่การทำความเข้าใจอย่างที่เป็นอยู่ สิ่งที่เป็นอยู่ และตัวของเขาเอง


5. การตีความและมานุษยวิทยาเชิงโครงสร้าง


ริเกอร์ ได้สรุปความแตกต่างของโครงสร้างนิยมกับการตีความ ดังนี้

โครงสร้างนิยม
การตีความ
1.  ดำเนินอยู่ด้วยระบบจิตไร้สำนึก ซึ่ง
2.  ทำงานอย่างต่อเนื่องโดยความแตกต่างและการต่อต้าน
3.  อย่างเป็นอิสระของผู้ปฏิบัติ

1.  ขึ้นอยู่กับจิตสำนึกที่ครอบงำ
2.  เป็นสัญลักษณ์ที่มีอิทธิพลเกินกว่าพื้นฐานของจิตสำนึก โดย
3.  ผู้แปลความ ซึ่งแสดงทัศนคติต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งด้วยตัวของเขาเอง เช่นเดียวกับความหมายของคำและประโยคในทางภาษาศาสตร์ เสมือนหนึ่งเขากำลังเข้าใจดังนั้น เขาจึงเข้าสู่วงจรของการตีความ



เชิงอรรถ

[1] Kathleen McLaughlin. (1974). “Structure and Hermeneutics” Conflict of Interpretation. pp. 27-61.

[2] Claude Levi-Strauss. (1962). The Savage Mind. USA: University of Chicago Press.

[3] ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร. (2545). สัญวิทยา. โครงสร้างนิยม. หลังโครงสร้างนิยม กับการศึกษารัฐศาสตร์. กรุงเทพฯ: วิภาษา. น. 44-45.

[4] ใน “The Savage Mind” Levi-Strauss กล่าวถึง Boas โดยเปรียบเทียบนิยามของคำกริยา “bricoler” ว่า ความหมายของมันในความหมายของคำแบบเก่า คือ คำกริยาที่ถูกนำมาใช้ในการเล่นลูกบอล หมายถึง การกระดอนกลับของลูกเทนนิสเมื่อตีเข้ากำแพง หรือการเล่นบิลเลียดที่ลูกขาวเด้งไปชนขอบโต๊ะแล้วกระดอนมาชนอีกลูกหนึ่ง มันเป็นการโจมตีทางอ้อม ปัจจุบัน “bricoleur” หมายถึง คนที่ทำงานด้วยมือและใช้ในความหมายเปรียบเทียบกับช่างฝีมือ ที่ต้องอุปมาเพราะคำนี้ไม่มีคำแปลในภาษาอังกฤษและใช้ในคำภาษาฝรั่งเศส